เพชรบุรี - เปิดตัว “หัวหิน–ชะอำ ไมซ์ซิตี้” อย่างเป็นทางการ หลังได้รับการรับรองเป็นหนึ่งใน 6 เมืองไมซ์แห่งใหม่ประจำปี 69 ผนึกศักยภาพประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรีเป็น “หนึ่งจุดหมาย” ภายใต้แนวคิด “5 Senses. One Destination. – 5 สัมผัส หนึ่งจุดหมาย” ชูจุดขายสุขภาวะ มรดกวัฒนธรรม อาหาร ทะเล และความยั่งยืน
วันนี้( 29 ก.ย.) ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมเปิดตัว “หัวหิน–ชะอำ ไมซ์ซิตี้ (Hua Hin–Cha Am MICE City)” อย่างเป็นทางการ หลังได้รับการรับรองให้เป็นหนึ่งใน 6 พื้นที่ใหม่ที่เป็นเมืองไมซ์ประจำปี 2569 ได้แก่ กระบี่ เชียงราย นครศรีธรรมราช ระยอง อุบลราชธานี และหัวหิน–ชะอำ ส่งผลให้ประเทศไทยมีเมืองไมซ์รวม 16 เมือง
สำหรับหัวหิน–ชะอำ มีแนวคิดหลัก “5 Senses. One Destination. – 5 สัมผัส หนึ่งจุดหมาย” โดยนำจุดแข็งของพื้นที่ทั้งสองจังหวัดมาร้อยเรียงเป็นประสบการณ์สำหรับนักเดินทางไมซ์ ประกอบด้วย 5 จุดขาย ได้แก่ สุขภาวะที่สมดุล (Wellbeing) มรดกแห่งราชสกุลและวัฒนธรรม (Royal Heritage) อาหารเลิศรสและอัตลักษณ์ท้องถิ่น (Gastronomy) ประสบการณ์ริมทะเล (Seaside Experiences) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability)
การรับรองเมืองไมซ์พิจารณาจาก 8 ด้าน 32 ตัวชี้วัด ครอบคลุมการเข้าถึงเมืองและสถานที่จัดงาน การสนับสนุนการจัดงาน กิจกรรมนอกเหนือจากการประชุม ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก มาตรฐานสถานที่จัดงาน ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของเมือง ความปลอดภัย รวมถึงการบริหารจัดการและความเสี่ยง โดยหัวหิน–ชะอำมีทั้งโรงแรมและรีสอร์ต สถานที่จัดประชุม กิจกรรมด้านสุขภาวะ กีฬา ทะเล ธรรมชาติ อาหาร และชุมชน รองรับการพัฒนาเป็นจุดหมายไมซ์รูปแบบใหม่
นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า การได้รับการรับรองเป็นเมืองไมซ์เป็นโอกาสในการนำต้นทุนและอัตลักษณ์ของจังหวัดมาต่อยอดสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยเฉพาะด้านอาหาร ซึ่งเพชรบุรีได้รับการประกาศเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกด้านอาหาร (UNESCO Creative City of Gastronomy) ตั้งแต่ปี 2564 สามารถนำวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมอาหาร เช่น น้ำตาลโตนด เกลือสมุทร อาหารทะเล อาหารและขนมพื้นถิ่น มาพัฒนาเป็นกิจกรรมและประสบการณ์สำหรับนักเดินทางไมซ์ เชื่อมโยงโรงแรม ร้านอาหาร เกษตรกร ผู้ผลิต และชุมชนเข้ากับห่วงโซ่เศรษฐกิจ
นอกจากนี้ พื้นที่ชะอำยังมีพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นเส้นทางเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ขณะที่ชายหาดชะอำเหมาะกับกิจกรรมด้านสุขภาวะและประสบการณ์ชายฝั่ง ส่วนผืนป่าแก่งกระจานสามารถพัฒนาเป็นเส้นทางเรียนรู้ธรรมชาติและกิจกรรมกลุ่มที่คำนึงถึงการอนุรักษ์ โดยการจัดงาน PATA Destination Marketing Forum 2024 ที่ชะอำ ถูกยกเป็นตัวอย่างการรองรับงานระดับนานาชาติและนำอาหาร วัฒนธรรม และชุมชนของเพชรบุรีมาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ผู้เข้าร่วมงาน
ด้าน นางสาวปาริฉัตร เศวตเศรนี ผู้อำนวยการสำนักภาคกลางและภาคตะวันออก ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บได้จัดทำข้อมูลเชิงลึกของเมือง (City Profile) วิเคราะห์ศักยภาพ จุดแข็ง และโอกาสของพื้นที่ ก่อนนำมาค้นหาอัตลักษณ์และจุดแข็งเฉพาะของจุดหมาย (Destination DNA) เพื่อเชื่อมศักยภาพของหัวหินและชะอำให้เป็น “หนึ่งจุดหมาย” โดยยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ไว้
ขณะเดียวกัน ทีเส็บและภาคีในพื้นที่กำหนด 5 ยุทธศาสตร์การพัฒนา ได้แก่ Market การตลาดและสร้างภาพลักษณ์เมือง, Product การพัฒนาสินค้าและกิจกรรมไมซ์, People การพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการ, Infrastructure การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก และ Process การสร้างกลไกบริหารจัดการแบบบูรณาการ เพื่อให้การพัฒนาเมืองไมซ์ครอบคลุมทั้งสินค้า บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ และการตลาด
การขับเคลื่อนหัวหิน–ชะอำ ไมซ์ซิตี้ดำเนินการร่วมกันระหว่างจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี ทีเส็บ และเครือข่ายภาครัฐและเอกชน อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวของทั้งสองจังหวัด โดยมีเป้าหมายพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ไมซ์ ยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ และเชื่อมโยงประโยชน์จากการจัดงานไปยังโรงแรม ร้านอาหาร ชุมชน เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสดึงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยกระดับหัวหิน–ชะอำสู่จุดหมายไมซ์ที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ


