xs
xsm
sm
md
lg

เปิดตำนาน “แจ่วสูบ” เมนูเกือบสูญพันธุ์ริมโขง! จากใบบอนสุดคัน สู่ระดับคว้ารางวัลประเทศ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หนองคาย-รู้จัก "แจ่วสูบ" ภูมิปัญญาสูตรโบราณของชาวบ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ เมนูพื้นบ้านที่เหลือคนทำเป็นเพียง 3 คน! โดดเด่นด้วยการดึง "ใบบอน" มาผ่านกรรมวิธี บ่ม-ตาก-หมักไม้ไผ่ จนได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวคล้ายใบยาสูบ คลุกเคล้าปลาน้ำโขงรมควันรสเด็ด ล่าสุด มข. หนองคาย ร่วมมือชุมชนฟื้นชีวิตอาหารถิ่น นำนักศึกษาลงพื้นที่เรียนรู้รากเหง้า ก่อนการันตีความอร่อยด้วยรางวัลระดับประเทศจากรายการดัง!


ดร.สิริกานต์ สุวรรณผู อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศาสตร์และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้นำนักศึกษาโครงการ 1 บวก 3 ของมหาวิทยาลัย เข้าร่วมทำกิจกรรม “ค่ายอัตลักษณ์” ในพื้นที่ ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เนื่องจากมีอัตลักษณ์ชุมชนที่โดดเด่น ด้วยการทำ “น้ำพริกแจ่วสูบ” เป็นอาหารพื้นถิ่นที่ได้รับการสืบทอดมายาวนาน ซึ่งก่อนที่จะนำนักศึกษาลงพื้นที่ อาจารย์ได้ทำการสำรวจ วิจัย และเก็บข้อมูลรายละเอียดของชุมชนอย่างรอบด้าน พบว่า ที่แห่งนี้มีความเหมาะสม ทั้งในด้านการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น การเชื่อมโยงความรู้ วิถีชีวิต วัฒนธรรมของคนในชุมชน และงานวิชาการเข้าด้วยกัน

โดยนักศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องราวของชุมชน เริ่มจากการรับประทานอาหารของชุมชน กิจกรรมเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน ผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น แจ่วสูบ วัฒนธรรมอาหารที่สืบทอดมายาวนาน นักศึกษาได้ทดลองตำน้ำพริก และชิมอาหารอร่อย ซึ่งก่อนหน้าที่อาจารย์จะลงพื้นที่ ชาวบ้านทำเมนูนี้กันน้อยมาก มีเพียง 3 คนในชุมชนที่ทำเป็น ทางคณะอาจารย์ฯได้ส่งเสริมรักษาและสืบทอดให้คนในชุมชนทั้งรุ่นอาวุโสและคนรุ่นใหม่ทำน้ำพริกสูตรนี้กันเป็นมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน


ด้านนางเกษราภรณ์ งามเหลือ ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลา บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย กล่าวว่า ในอดีตชาวบ้านทำอาหารเรียบง่าย โดยเฉพาะน้ำพริก เป็นอาหารพื้นบ้านที่ทุกบ้านต้องมีและใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ซึ่งการนำใบบอน มาทำอาหารนั้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เพราะใบบอน ขึ้นชื่อว่า เมื่อสัมผัสถูกใบบอนจะคัน ถ้าไม่รู้วิถีทำที่ถูกต้องจะคันผิวมาก ชาวบ้านในละแวกนี้จะปลูกใบยาสูบอย่างกว้างขวาง เมื่อมีการคิดทำน้ำพริกจากใบบอน ใบบอนที่ผ่านกรรมวิธี ตัด ตาก บ่ม แล้ว จะให้กลิ่นเหมือนใบยาสูบ จึงเรียกว่า “แจ่วสูบ” การเก็บใบบอน มีสูตร มีบอนหวานกับบอนคัน

“มีเรื่องเล่า ชาวบ้านจะพูดกับใบบอนเป็นภาษาถิ่นก่อนตัดว่า “นางหวานเอ้ย นางคันอยู่บ่ นางคันเมือบ้าน หวานจ้อยอยู่ผู้เดียว” คล้ายกับถามใบบอนว่าใบบอนนี้เป็นบอนหวาน กินได้ใช่หรือไม่ แล้วเราก็สามารถเด็ดใบบอนได้ เมื่อเก็บใบบอนมาแล้ว ให้นำมาตากแดดรำไร 3 วัน คล้ายกับตากใบยาสูบ”นางเกษราภรณ์กล่าวและเล่าอีกว่า




จากนั้นนำใบบอนมานวดกับน้ำซาวข้าว ผสมมะนาวและเกลือ เพื่อลดความคัน นวดเสร็จนำมาหมักใส่กระบอกไม้ไผ่ หมักไว้ 3 วัน แล้วนำมานึ่ง ก็จะได้ใบบอนเตรียมไว้ทำแจ่ว กลิ่นจะคล้ายใบยาสูบ ส่วนเครื่องทำน้ำพริกก็จะมีพริก หอม กระเทียม ตำกับปลาน้ำโขงรมควัน หรือใช้ปลาทูตามสะดวก ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้าต้มสุกและผงชูรส เสร็จแล้วโรยใบขิงทำให้กลิ่นหอม

บางคนไม่ชอบกลิ่นใบยาสูบก็จะใบขิงช่วยกลบกลิ่น กลายเป็นแจ่วสูบ ทานคู่กับผักเสี้ยนดอง โดยล่าสุดได้นำเมนูแจ่วสูบนี้ไปร่วมแข่งขันในรายการยกครก ทางไทยพีบีเอส ได้รางวัลที่ 2 ของประเทศมาแล้ว


ขณะที่นายอภินันท์ คำดี นายกสโมสรนักศึกษาคณะสหวิทยาการ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ เป็นค่ายอัตลักษณ์ เป็นส่วนหนึ่งของคณะด้วยการนำนักศึกษา โครงการ 1 บวก 3 นำนักศึกษา ปี 2 เชื่อมโยงกับค่ายอัตลักษณ์ ได้เรียนรู้ลงพื้นที่ชุมชนในหนองคาย หลังจากที่เรียนปี 1 ที่ขอนแก่น ครั้งนี้มาเรียนรู้การทำแจ่วสูบ ลองรับประทานแล้วอร่อยมาก อยากให้ทุกคนได้เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนที่ยังมีเรื่องราวหลากหลายซ่อนอยู่.