xs
xsm
sm
md
lg

อสม.นาน้อย ร่วมลองผลิตภัฑ์เสริมอาหาร แค่ 15 นาที ป่วยเฉียบพลันกว่า 100 ราย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



น่าน – ปั่นป่วนกันทั้งอำเภอ..ผู้เข้ารับการอบรม อสม.นาน้อย ร่วมทดลองผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวม 129 ราย แค่ 15 นาทีเกิดอาการผิดปกติถึง 104 ราย ทั้งแน่นหน้าอก ผื่นแดงขึ้นตามตัว หมดสติ ฯลฯ ถึงขั้นต้องหามส่ง รพ.กว่า 20 ราย ล่าสุด ผอ.ศูนย์รับร้องทุกข์-สส.กล้าธรรม ตามเรื่องจี้ตรวจสอบ อย.-แหล่งผลิต


กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำเอาแตกตื่นกันไปทั่ว..เมื่อผู้เข้ารับการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน เกิดอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันหลายราย หลังทดลองรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดหนึ่ง ระหว่างการอบรมหลักสูตรมาตรฐานอาสาสมัครสาธารณสุข ระหว่างวันที่ 25–27 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลศรีษะเกษ อำเภอนาน้อย

เบื้องต้นพบว่า ผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด 163 ราย มีผู้รับประทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าว 129 ราย ในจำนวนนี้มีอาการผิดปกติ 104 ราย ขณะที่ 25 รายไม่มีอาการ และอีก 34 รายไม่ได้รับประทานผลิตภัณฑ์ โดยมีผู้ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนาน้อย 21 ราย และต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 7 ราย

เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงพักการอบรมของวันที่ 27 ก.ย.2569 ได้มีผู้ติดตามวิทยากรนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาแนะนำและให้ อสม. กลุ่มหนึ่งทดลองรับประทาน หลังจากนั้นประมาณ 15 นาที ผู้เข้ารับการอบรมบางรายเริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น แน่นหน้าอก หน้าและตัวแดง ผื่นขึ้น ความดันโลหิตสูง บางรายถึงขั้นหมดสติ จนต้องเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลนาน้อยเพื่อรับการรักษา


ล่าสุด วันนี้(28 ก.ย.) ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ พรรคกล้าธรรม อดีตเลขา รมต.ว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นายประสิทธิ์ โนทะ สส.น่าน เขต 2 พรรคกล้าธรรม ได้เดินทางเข้าติดตามสถานการณ์และตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ โรงพยาบาลนาน้อย โดยมี นายแพทย์วิษณุ มงคลคำ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนาน้อย นายฌัชภัทร พานิช ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน พร้อมทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์และแนวทางดูแลผู้ป่วย

นายฌัชภัทร พานิช ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน กล่าวว่า ขณะนี้ทีมสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการติดตามอาการของผู้ป่วยทุกรายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่ยังต้องเฝ้าระวัง พร้อมเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบสวนเหตุการณ์และตรวจสอบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตามประชาชนควรระมัดระวังการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบข้อมูลชัดเจน และหากเกิดอาการผิดปกติหลังรับประทาน ควรรีบพบแพทย์ทันที

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลนาน้อยได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขอำเภอนาน้อยและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ส่งตรวจวิเคราะห์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อค้นหาสารปนเปื้อนหรือสารออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วย ส่วนทีมสอบสวนโรคอำเภอนาน้อยได้ลงพื้นที่สอบสวนเหตุการณ์แล้ว ขณะที่มีข้อมูลว่า สภ.นาน้อย ได้เข้าพบตัวแทนจำหน่ายเพื่อรับฟังข้อมูลและข้อกล่าวหา


สำหรับข้อชี้แจงจากตัวแทนจำหน่ายที่มีการกล่าวอ้างว่า อาการหน้าแดง ตัวแดง หรือหลอดเลือดขยายตัวหลังรับประทานเป็นอาการปกติจากผลิตภัณฑ์นั้น ประเด็นดังกล่าวยังต้องตรวจสอบทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการอย่างเป็นทางการ ไม่ควรสรุปว่าเป็นอาการปกติหรือเกิดจากผลิตภัณฑ์โดยตรงจนกว่าจะมีหลักฐานยืนยัน

โรงพยาบาลนาน้อยระบุว่า ผู้ป่วยทั้งหมดได้รับการดูแลจากทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อย่างทันท่วงที ขณะนี้ พ้นขีดอันตรายและปลอดภัยแล้ว ส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นและได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน ขณะที่บางรายยังอยู่โรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการจนกว่าจะคงที่และปลอดภัย

โรงพยาบาลนาน้อยฝากเตือนประชาชนว่า “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยารักษาโรค” ไม่สามารถใช้บำบัด บรรเทา หรือรักษาโรคได้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น อ้างว่าสามารถ “ล้างพิษในเลือด” หรือ “รักษาโรคเรื้อรังให้หายขาด” ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์ และหากสงสัยเกี่ยวกับยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้


ทั้งนี้ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นสาเหตุโดยตรงของอาการป่วย การตรวจสอบข้อเท็จจริงและผลวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์จะเป็นข้อมูลสำคัญในการดำเนินการต่อไป

ด้าน ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้คือการติดตามอาการของผู้ป่วยทุกคนอย่างใกล้ชิด ไม่ควรรอจนมีอาการทรุดหนัก พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งแหล่งผลิต คุณสมบัติและส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ การขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงแนวทางการจำหน่าย และหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงพิจารณาเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และเร่งสื่อสารข้อมูลเตือนภัยไปยังประชาชน