ฉะเชิงเทรา – คนวงการปิโตรเลียมตั้งข้อสังเกต หลัง “อนุทิน” ให้สัมภาษณ์ที่นครนิวยอร์ก ระบุไทยเพิ่งพบแหล่งก๊าซธรรมชาติฝั่งทะเลอันดามัน มีขนาดพอๆ กับแหล่งในอ่าวไทยและสามารถใช้ได้อีก 50–60 ปี ขณะที่ข้อมูลกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุว่า ไทยอยู่ระหว่างเตรียมเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเลอันดามันรอบที่ 26 จึงยังต้องผ่านขั้นตอนการสำรวจและพิสูจน์ศักยภาพก่อนจะทราบว่าพบปริมาณปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์หรือไม่
วันนี้( 26 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยระบุถึงสถานการณ์ด้านพลังงานว่า ไทยเพิ่งพบแหล่งก๊าซธรรมชาติฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งมีขนาดพอๆ กับแหล่งก๊าซในอ่าวไทย และสามารถใช้ได้อีก 50–60 ปี ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตในกลุ่มผู้ติดตามข้อมูลด้านพลังงานและธรณีวิทยา
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์พลังงานว่า บริเวณอ่าวไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน พร้อมกล่าวถึงพื้นที่พิพาททางทะเลไทย-กัมพูชา และระบุว่า หากยังไม่สามารถเจรจาหาข้อยุติได้ ไทยก็ยังคงผลิตก๊าซจากแหล่งของไทย ขณะเดียวกันระบุว่า “เพิ่งพบแหล่งก๊าซธรรมชาติฝั่งทะเลอันดามันที่มีขนาดพอๆ กับในอ่าวไทยที่มีอยู่แล้ว” และกล่าวว่าไทยยังสามารถใช้ได้อีก 50–60 ปี
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เผยแพร่โดย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า ในปี 2569 กรมฯ มีแผนเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน รอบที่ 26 โดยอยู่ในขั้นตอนศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรและกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจ ก่อนเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีตามลำดับ
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุด้วยว่า พื้นที่ทะเลอันดามันเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับบริเวณซึ่งเคยมีการพบปิโตรเลียมมาก่อน จึงมีโอกาสที่จะพบทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ แต่ยังจำเป็นต้องดำเนินการสำรวจเพื่อพิสูจน์ศักยภาพ โดยคาดว่าจะมีการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300–1,200 ล้านบาท ทั้งนี้ ผลสำรวจและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเชิงพาณิชย์
ประเด็นดังกล่าวทำให้เพจและผู้ติดตามข่าวสารด้านพลังงานบางส่วนออกมาแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามถึงสถานะของทรัพยากรในทะเลอันดามัน โดยมีการหยิบยกข้อแตกต่างระหว่างคำว่า “พบแหล่งก๊าซ” กับ “พื้นที่ที่มีศักยภาพและกำลังเตรียมสำรวจ” มาพิจารณา เนื่องจากการพบโครงสร้างหรือสัญญาณทางธรณีวิทยาไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยืนยันปริมาณสำรองที่ผลิตเชิงพาณิชย์ได้ทันที
นายอารักษ์ แสงสมพงษ์ อดีตนักวิจัยธรณีวิทยาโครงสร้าง ชาว จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งติดตามข้อมูลโครงสร้างทางธรณีวิทยาและแหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทย กล่าวว่า การให้ข้อมูลว่าประเทศไทยสามารถพบแหล่งปิโตรเลียมในทะเลอันดามันและนำมาใช้ได้ 50–60 ปี อาจต้องพิจารณารายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติม เนื่องจากการสำรวจในพื้นที่ดังกล่าวที่ผ่านมาเคยมีการเจาะหลุมสำรวจ แต่ยังไม่มีการพัฒนาแหล่งผลิตเชิงพาณิชย์
นายอารักษ์ ระบุว่า การสำรวจปิโตรเลียมในทะเลน้ำลึกมีต้นทุนสูง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านแท่นขุดเจาะและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีแนวคิดที่จะเปิดพื้นที่ทะเลอันดามันเพื่อการสำรวจอีกครั้ง โดยอาศัยข้อมูลและเทคโนโลยีการสำรวจที่พัฒนาขึ้น รวมถึงการนำศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ใกล้เคียงมาใช้ประกอบการประเมิน
ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเองระบุว่า การเปิดสำรวจทะเลอันดามันรอบที่ 26 เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านปิโตรเลียมปี 2569 เพื่อดึงดูดการลงทุนและเพิ่มโอกาสในการค้นพบทรัพยากรใหม่ โดยยังอยู่ในกระบวนการเตรียมการก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการให้สิทธิสำรวจและผลิต
นายอารักษ์ยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณาสนับสนุนการสำรวจแอ่งตะกอนในพื้นที่อื่นของประเทศไทย โดยเฉพาะแอ่งตะกอนยุคมีโซโซอิก ซึ่งเห็นว่ายังมีพื้นที่ที่ควรศึกษาศักยภาพเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นพบทรัพยากรปิโตรเลียมในอนาคต พร้อมเสนอให้การสื่อสารข้อมูลด้านธรณีวิทยาและปิโตรเลียมต่อสาธารณชนมีความชัดเจน แยกระหว่าง “ศักยภาพของแหล่ง” “การค้นพบจากการสำรวจ” และ “ปริมาณสำรองที่สามารถผลิตเชิงพาณิชย์ได้”
สำหรับข้อมูลปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีการจัดทำฐานข้อมูลทั้งปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว ปริมาณที่คาดว่าจะพบ และปริมาณที่น่าจะพบ ครอบคลุมพื้นที่ทะเลและบนบกของประเทศไทย รวมถึงพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการประเมินทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศ


