ประจวบคีรีขันธ์ - เทศบาลนครหัวหินลงพื้นที่เตรียมรื้อถอนอาคารบุกรุกชายหาดหัวหิน ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด 15 อาคารในความรับผิดชอบเทศบาล เริ่มดำเนินการวันนี้ หลังติดประกาศแจ้งเจ้าของอาคารล่วงหน้า 7 วัน ชาวบ้านโต้เป็นบ้านเกิดกว่า 100 ปี ยืนยัน “ผู้บุกเบิก ไม่ใช่ผู้บุกรุก” ขอชะลอการรื้อ รอศาลอุทธรณ์พิสูจน์สิทธิ์
วันนี้(25 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลนครหัวหิน พร้อมด้วยฝ่ายปกครองอำเภอหัวหิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และบริษัทเอกชนผู้รับจ้างรื้อถอน ลงพื้นที่บริเวณสะพานปลาหัวหิน เพื่อเก็บข้อมูลและวางแผนการรื้อถอนอาคารที่ถูกร้องเรียนว่าเป็นการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์บริเวณชายหาดหัวหิน ตั้งแต่สะพานปลาถึงศาลเจ้าแม่ทับทิม ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
สำหรับอาคารในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลนครหัวหิน มีจำนวน 15 อาคาร โดยเบื้องต้นพบว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารยินยอมรื้อถอนด้วยตนเอง 2 ราย ส่วนที่เหลือยังไม่ยินยอม โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิสูจน์สิทธิ์ต่อศาลอุทธรณ์
ก่อนหน้านี้ หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้รื้อถอนอาคารที่บุกรุกพื้นที่สาธารณะชายหาดหัวหิน พบว่ามีเจ้าของอาคารยินยอมรื้อถอนแล้ว 14 ราย จากทั้งหมดที่ยังเหลือ 26 ราย แบ่งเป็นอาคารที่อยู่ในความรับผิดชอบด้านงบประมาณของกรมเจ้าท่า 11 ราย และเทศบาลนครหัวหิน 15 ราย
โดยเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เทศบาลนครหัวหินได้ลงพื้นที่ติดป้ายประกาศแจ้งการรื้อถอนให้เจ้าของอาคารทราบล่วงหน้า 7 วัน และกำหนดเริ่มดำเนินการรื้อถอนในวันที่ 25 ก.ย.นี้ โดยเทศบาลว่าจ้างบริษัทเอกชนเข้าดำเนินการ กำหนดระยะเวลา 120 วัน ทั้งนี้สามารถปรับระยะเวลาให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และการปฏิบัติงานจริงได้
ช่วงเช้าวันเดียวกัน นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน พร้อมด้วยฝ่ายปกครองอำเภอหัวหิน กลุ่มงานนิติการ งานรักษาความสงบ (เทศกิจ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กอ.รมน.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อำเภอหัวหิน สภ.หัวหิน สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาประจวบคีรีขันธ์ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาหัวหิน ลงพื้นที่ร่วมกัน
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีทั้งการเก็บข้อมูลสภาพอาคาร วางแผนขั้นตอนการรื้อถอนร่วมกับบริษัทผู้รับจ้าง รวมถึงสร้างความเข้าใจกับเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารที่ได้รับผลกระทบ
จากการพูดคุยพบว่า มีเจ้าของอาคาร 2 รายยินยอมรื้อถอนด้วยตนเอง ขณะที่ผู้ครอบครองอาคารรายอื่นยังไม่ยินยอม พร้อมร้องขอให้มีการพิสูจน์สิทธิ์และขอเปิดโต๊ะเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เจ้าหน้าที่เทศบาลชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ และที่ผ่านมาเคยมีกรณีในบริเวณเดียวกันที่ศาลมีคำพิพากษาให้รื้อถอน รวมถึงมีทั้งโทษปรับและโทษจำคุกมาแล้ว ดังนั้นเทศบาลในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่จึงจำเป็นต้องดำเนินการตามคำพิพากษาและขั้นตอนของกฎหมาย หากไม่ดำเนินการอาจมีประเด็นเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เทศบาลรับทราบว่ากลุ่มชาวบ้านได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลแล้ว โดยหากศาลมีคำสั่งคุ้มครองหรือมีคำสั่งให้ชะลอการรื้อถอน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว แต่หากไม่มีคำสั่งคุ้มครองหรือคำสั่งชะลอ เทศบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงมีหน้าที่ต้องดำเนินการรื้อถอนตามขั้นตอนของกฎหมาย
ส่วนกรณีเจ้าของอาคารที่ไม่ยินยอมรื้อถอน เทศบาลจะรวบรวมข้อมูลส่งให้ศาลดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ขณะที่ข้อเรียกร้องให้เปิดโต๊ะเจรจา เจ้าหน้าที่ระบุว่าไม่สามารถเจรจาในประเด็นที่ขัดต่อคำพิพากษาศาลได้ แต่หากมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาล หน่วยงานก็พร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย
ด้านเจ้าของอาคารรายหนึ่ง ซึ่งสวมเสื้อสีเขียวและหมวกสีครีม เปิดเผยว่า ต้องการให้มีการตั้งโต๊ะเจรจาระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอให้รอการไต่สวนของศาลอุทธรณ์ในประเด็นการพิสูจน์สิทธิ์ก่อนที่จะดำเนินการรื้อถอน
เจ้าของอาคารรายดังกล่าวระบุว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นบ้านเกิดที่ครอบครัวอาศัยมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่มานานกว่า 100 ปี และยืนยันว่าชาวบ้านเป็นผู้บุกเบิกพื้นที่ ไม่ใช่ผู้บุกรุก พร้อมขอให้หน่วยงานชะลอการรื้อถอน เพื่อรอการพิสูจน์สิทธิ์ให้ครบทุกขั้นตอน
นอกจากนี้ ชาวบ้านยังระบุว่า หากมีการรื้อถอนจะได้รับผลกระทบทั้งด้านที่อยู่อาศัยและการประกอบอาชีพ จึงต้องการให้มีการตั้งคณะกรรมการเข้ามาดูแลเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับชาวบ้าน
ขณะเดียวกัน ชาวบ้านมองว่าขณะนี้จุดยืนระหว่างประชาชนกับเทศบาลยังไม่ตรงกัน จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรอผลการพิสูจน์สิทธิ์จากศาลให้ครบทุกขั้นตอน ก่อนเดินหน้ารื้อถอนอาคารต่อไป


