“เปิดมุมมองกงสุลใหญ่”
77 ปีแห่งเส้นทางการพัฒนา เพื่อนบ้านจีน-ไทยเปี่ยมไมตรีจิตยั้งยืนนาน
(บทความเนื่องในวาระครบรอบ 77 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดย ฯพณฯ หลิว หงเหมย กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ จังหวัดขอนแก่น)
วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันชาติของประเทศจีน ตลอดระยะเวลากว่า 77 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การสถาปนาประเทศจีนใหม่ ประเทศจีนได้ยืนหยัดด้วยลำแข้งและปัญญาแห่งตนเอง จนสามารถสลัดพ้นความยากจนได้อย่างหมดสิ้น และย่างก้าวอย่างภาคภูมิใจสู่ความเจริญรุ่งเรือง จารึกบทมหากาพย์แห่งความอัศจรรย์ในประวัติศาสตร์การพัฒนาของมนุษยชาติ จนถึงวันนี้ ประเทศจีนได้ดำรงสถานะเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลกอย่างมั่นคง โดยมีอัตราการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 30 ทว่าการพัฒนาของจีนไม่เคยเป็นเพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษ หากแต่ได้สัมฤทธิผลเป็นรูปธรรมและสัมผัสได้ในวิถีชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน เส้นทางรถไฟความเร็วสูงของจีนได้ร้อยเรียงเป็นโครงข่ายการขนส่งทางรางที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ขณะที่เทคโนโลยีใหม่อย่างการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ ได้ผสานรวมเข้ากับชีวิตประจำวันของประชาชน และเปลี่ยนผ่านวิถีชีวิตของประชากรหลายร้อยล้านคนอย่างสิ้นเชิง
ตลอดสายทางแห่งการก้าวเดิน ประเทศจีนเปิดกว้างอย่างจริงใจและเปี่ยมด้วยไมตรี ซึมซับคุณค่าแห่งการเติบโตผ่านการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกันกับประชาคมโลก อีกทั้งยังแบ่งปันภูมิปัญญาแห่งการพัฒนาของตนอย่างจริงใจ ไร้ซึ่งสิ่งปิดบัง ในฐานะประเทศสมาชิกถาวรแห่งสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและประเทศกำลังพัฒนาที่ใหญ่ที่สุด ประเทศจีนยึดมั่นในการธำรงไว้ซึ่งเกียรติภูมิและบทบาทของสหประชาชาติอย่างแน่วแน่ พร้อมร่วมผลักดันวาระสำคัญของโลก ทั้งการรักษาสันติภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสาธารณสุขสุขภาวะ ตลอดจนยึดมั่นในพหุภาคีนิยมอย่างแท้จริง เพื่อร่วมรังสรรค์การบริหารระบบธรรมาภิบาลระดับโลกที่มีความเที่ยงธรรมและชอบธรรมยิ่งขึ้น
ในช่วงปีที่ผ่านมา นับจากการร่วมกันสร้างสรรค์ข้อริเริ่ม "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" สู่ข้อเสนอยุทธศาสตร์ระดับโลกทั้งสี่ประการ จีนได้แสดงบทบาทสำคัญในการผดุงสันติภาพและเกื้อหนุนการพัฒนาร่วมกันของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างโอกาสอย่างต่อเนื่องแก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรม เส้นทางสู่ความทันสมัยที่จีนก้าวเดินไปนั้น ยิ่งมีปฏิสัมพันธ์กับโลก ก็ยิ่งเปิดกว้างยิ่งกว้างไกล และยังคงส่งมอบภูมิปัญญาพร้อมพลังขับเคลื่อนแก่โลกใบนี้ ผ่านการแลกเปลี่ยนอย่างเสมอภาคและการร้อยเรียงเรียนรู้ระหว่างกันอย่างยั่งยืน
สำหรับประชาชนชาวไทย ผลจากการพัฒนาของประเทศจีนนับเป็นเรื่องที่สัมผัสได้อย่างใกล้ชิด ดังเช่นช่วงสัปดาห์ทอง (Golden Week) เนื่องในวันชาติจีนที่กำลังจะมาถึง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าจะนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเยือนราว 250,000 คน ซึ่งจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศไทยประมาณ 11,500 ล้านบาท สำหรับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ตามท้องถนนและตรอกซอกซอย ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัดยามค่ำคืน
"นักท่องเที่ยวชาวจีน" ไม่เคยเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติที่เป็นนามธรรม หากแต่คือมิตรสหายผู้มาเยือนและทักทายด้วยรอยยิ้มในทุกวัน และคือความมีชีวิตชีวาอันน่ารื่นเริงภายในร้าน ในเดือนกันยายน หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของไทยได้เปิดตัวกิจกรรมภายใต้แนวคิด " Nihao Month 2026 " เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนด้วยการบริการอันอบอุ่นและใส่ใจ หากการท่องเที่ยวคือการสร้างสะพานเชื่อมโยงจิตใจของประชาชนทั้งสองประเทศ เทคโนโลยีการเงินดิจิทัลก็เป็นปัจจัยที่ทำให้การไปมาหาสู่ระหว่างสองฝ่ายเป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ระบบการชำระเงินข้ามแดนผ่านคิวอาร์โค้ดระหว่างจีนและไทยได้รับการผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น นักท่องเที่ยวชาวจีนที่ซื้อกาแฟหนึ่งแก้วหรือลิ้มลองต้มยำกุ้งหนึ่งชามในประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเงินตราอย่างยุ่งยาก หากแต่สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อชำระเงินได้เสมือนเป็นประชาชนในท้องถิ่น (pay as a local) ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านค้าต่าง ๆ ในประเทศไทยก็สามารถต้อนรับอาคันตุกะชาวจีนได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น และสามารถคว้าโอกาสทางธุรกิจในวิถีชีวิตอันคึกคักได้อย่างมั่นคง
สิ่งที่น่ายินดียิ่งกว่านั้นคือ สายสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่การท่องเที่ยวและการอุปโภคบริโภคที่มีอยู่มาอย่างช้านานแล้วเท่านั้น หากแต่กำลังขยายตัวสู่มิติที่กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในเดือนกรกฎาคมของปีนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้เดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ โดยได้เดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่งตามลำดับ พร้อมทั้งได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกร่วมกับฝ่ายจีนในประเด็นด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในเอกสารความร่วมมือหลายฉบับ ครอบคลุมด้านการค้า การเกษตร ปัญญาประดิษฐ์ และการศึกษา ในอดีตเมื่อกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างจีน-ไทย ผู้คนมักนึกถึงการค้าสินค้าและการลงทุนในโครงการต่าง ๆ เป็นลำดับแรก
แต่ในปัจจุบัน นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและบุคลากร ตลอดจนปฏิสัมพันธ์ของเยาวชน ได้ร่วมกันหนุนพลวัตใหม่ให้แก่ความร่วมมือทวิภาคีอย่างไม่ขาดสาย พร้อมทั้งเปิดเส้นทางใหม่แห่งความร่วมมือ การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานว่า สิ่งที่การพัฒนาของจีนนำมาสู่ประเทศไทย มิใช่เพียงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาอย่างไม่ขาดสายและตลาดที่มีศักยภาพมหาศาลเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนและโอกาสความร่วมมือรูปแบบใหม่โดยแท้จริง
การเติบโตอย่างต่อเนื่องทางเศรษฐกิจของจีน ได้ก่อให้เกิดตลาดอุปสงค์ภายในประเทศขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยเปิดพื้นที่การพัฒนาให้แก่ภาคส่วนต่าง ๆ ที่เข้มแข็งของประเทศไทย อาทิ การท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม การรุดหน้าด้านการจัดสร้างระบบดิจิทัลของจีน ช่วยให้การไปมาหาสู่ระหว่างบุคลากรของทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ประสบการณ์อันสั่งสมจนเชี่ยวชาญของจีนในด้านการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังได้สร้างเงื่อนไขมากมายให้แก่ทั้งสองฝ่ายผ่านการเรียนรู้ซึ่งกันและกันและการพัฒนาร่วมกัน ความร่วมมืออันทรงคุณค่า ย่อมเกิดจากการถักทอไมตรีเข้าหากันของทั้งสองฝ่ายเสมอมา
ประเทศไทยมีอาหารรสเลิศอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีวัฒนธรรมอันสั่งสมมาอย่างยาวนาน มีทรัพยากรท่องเที่ยวอันได้รับการรังสรรค์ขึ้นจากธรรมชาติ พร้อมด้วยบรรยากาศแห่งมิตรไมตรีและเอื้อเฟื้อในสังคม ซึ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเยือนและหลงรักแผ่นดินแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การพัฒนาของทั้งสองประเทศมิใช่การหยิบยื่นให้เพียงฝ่ายเดียว
หากแต่เป็นการหลอมรวมและบรรจบกันท่ามกลางความชื่นชมและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งช่วยลดระยะห่างระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง นี่คืออัตลักษณ์อันทรงเสน่ห์ที่สุดของความสัมพันธ์จีน-ไทยในในปัจจุบัน สายสัมพันธ์แห่งทวิภาคีทวีความหลากหลายและละเมียดละไมยิ่งขึ้น สดใสด้วยไออุ่นแห่งชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
77 ปีแห่งห้วงเวลาอันรุ่งโรจน์ ได้จารึกรอยเท้าแห่งการต่อสู้ของชนชาติจีนที่ทรหดอดทนและเปิดกว้างพร้อมการโอบรับ ขณะเดียวกัน เรื่องราวจีน-ไทยอันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ได้ขับขานถึงสองแผ่นดินมิตรไมตรีที่เคียงไหล่ร่วมทาง รู้ใจและถนอมรักซึ่งกันและกัน พร้อมเปิดกว้างโอกาสอันไร้ขีดจำกัดบนพื้นฐานของเกื้อกูลและเติบโตไปด้วยกัน
วันชาติมิเพียงเป็นหมุดหมายสำคัญในการเหลียวมองเส้นทางที่ผ่านมา หากแต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ในการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเดินต่อไป ปีนี้เป็นปีแรกของการเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของประเทศจีน ซึ่งแผนฉบับนี้มิเพียงวาดพิมพ์เขียวสำหรับการพัฒนาของประเทศจีนเองเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการส่งคำเชิญชวนอันจริงใจสู่สากลโลกในการร่วมมือเคียงข้างกัน เมื่อมองสู่อนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสองแผ่นดินจีน-ไทย จะยังคงร้อยเรียงดวงใจและย่างก้าวไปในวิถีเดียวกัน เพื่อให้ผลประโยชน์จากความร่วมมือเข้าถึงประชาชนทั้งสองประเทศ และทำให้วลีที่ว่า "จีนไทยใช่อื่นไกลพี่น้องกัน" มิได้เป็นเพียงแค่ถ้อยอันไพเราะที่พูดต่อกันมาเท่านั้น หากแต่กลายเป็นความสุขในชีวิตประจำวันที่ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถสัมผัสและรับรู้ได้อย่างแท้จริง


