พระนครศรีอยุธยา – น้ำเจ้าพระยาทะลักเข้าท่วมพื้นที่บางบาลอย่างรวดเร็ว หลังเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำ ส่งผลระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และคลองสาขาเพิ่มสูงต่อเนื่อง ชาวบ้านริมคลองบางหลวงต้องเร่งขนย้ายสิ่งของ ขณะที่เกษตรกรถึงกับลุยน้ำสูงกว่า 50-60 เซนติเมตร ตัดหน่อกล้วยหอม-กล้วยไข่เก็บไว้เป็นพันธุ์ หลังน้ำขึ้นภายในคืนเดียว
วันนี้( 24 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่หมู่ 2 ต.บางหลวง อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พบชาวบ้านจำนวนมากได้รับผลกระทบจากน้ำเอ่อล้นคลองบางหลวง ซึ่งเป็นคลองสายหลักเชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย น้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกกล้วยหอม กล้วยไข่ พริก และพืชสวนอื่นๆ เป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว
นางผ่องศรี อายุ 66 ปี เกษตรกรในพื้นที่ เปิดเผยว่า เช้าวันนี้ต้องลุยน้ำที่ท่วมสูงกว่า 50-60 เซนติเมตร เข้าไปตัดต้นกล้วยและหน่อกล้วยหอมกับกล้วยไข่ที่ปลูกไว้บริเวณบ้าน เพื่อเก็บหน่อพันธุ์ไว้สำหรับนำไปปลูกใหม่หลังน้ำลด เนื่องจากหากปล่อยให้จมน้ำนาน หน่อกล้วยอาจเน่าเสีย ต้องเสียเงินซื้อพันธุ์ใหม่ โดยหน่อกล้วยมีต้นทุนประมาณหน่อละ 20 บาท
นางผ่องศรี เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทราบข่าวว่าจะมีการเพิ่มการระบายน้ำ จึงเตรียมจะตัดหน่อกล้วยเก็บไว้ แต่เมื่อวานยังไม่มีน้ำท่วม กระทั่งช่วงประมาณ 3-4 ทุ่ม น้ำเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเพิ่มระดับต่อเนื่อง จนเช้าวันนี้ต้องรีบลุยน้ำเข้าไปตัดหน่อกล้วย ทั้งที่ระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะหากรออีกวันอาจเสียหายทั้งหมด
“เช้าตื่นมาตกใจ น้ำขึ้นเร็วมาก เลยต้องรีบลุยตัดกันในน้ำ หน่อกล้วยเก็บไว้ปลูกใหม่ ถ้าไปหาซื้อใหม่ หน่อละ 20 บาท รวมๆ แล้วหลายบาท สู้ลุยน้ำตัดไว้เลย เพราะถ้าปล่อยแช่น้ำไว้อีกก็เน่าเสียหาย” นางผ่องศรีกล่าว
นางผ่องศรียังบอกว่า กังวลว่าหากมีการประกาศเพิ่มการระบายน้ำและระดับน้ำสูงขึ้นอีก 60-80 เซนติเมตร พืชผลที่ปลูกไว้ทั้งกล้วยและมะละกอ ซึ่งกำลังเติบโตและเตรียมให้ผลผลิต อาจเสียหายทั้งหมด “เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ทำอย่างไรได้ เรามีอาชีพเกษตรกร รายได้จากตรงนี้ ถ้าขายผลผลิตได้ต้องมีเป็นหมื่น แต่หากได้รับการชดเชยเพียง 1,000 บาท ก็ไม่คุ้มกับพืชผลที่เสียหาย”
ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำ จึงพยายามปรับตัวและเตรียมรับมือ แต่ครั้งนี้น้ำมาอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้การเก็บเกี่ยวและเคลื่อนย้ายผลผลิตทำได้ไม่ทัน ส่งผลให้เกษตรกรต้องเร่งรักษาต้นทุนที่ยังพอเก็บได้ เพื่อเตรียมฟื้นฟูพื้นที่และกลับมาประกอบอาชีพอีกครั้งหลังสถานการณ์น้ำคลี่คลาย


