สมุทรสงคราม – ภาคประชาชนตั้งข้อสังเกตระบบประเมิน ITA แม้หลายหน่วยงานได้คะแนนอยู่ในระดับสูง แต่สิ่งสำคัญต้องดูควบคู่กันว่า หลักเกณฑ์และข้อมูลที่รายงานถูกนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่ จี้เพิ่มการสุ่มตรวจลงพื้นที่ สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่-ประชาชน และติดตามหลังประเมิน เพื่อให้คะแนนสะท้อนการทำงานจริง ไม่ใช่เพียงความครบถ้วนของเอกสาร
นายพิมพ์ลักษณ์ อยู่วัฒนา ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม จ.สมุทรสงคราม และอดีตรองนายแพทย์สาธารณสุขด้านบริหารสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยถึงมุมมองต่อการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA ของสำนักงาน ป.ป.ช.ว่า แม้หลายหน่วยงานจะมีคะแนนประเมินในระดับสูง แต่ควรพิจารณาควบคู่กันว่า สิ่งที่หน่วยงานรายงานในการประเมินสามารถสะท้อนการปฏิบัติงานจริงภายในองค์กรได้มากน้อยเพียงใด
นายพิมพ์ลักษณ์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เคยทำหน้าที่ประธาน ITA ในอดีต รูปแบบการประเมินมีทั้งการตรวจสอบภายในและการลงพื้นที่ติดตาม ขณะที่ปัจจุบันมีการใช้ตัวชี้วัดและระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยหน่วยงานต้องจัดทำและเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซต์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงมีข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนอาจเข้าใจระบบ ITA และรับผิดชอบจัดทำข้อมูล ขณะที่เจ้าหน้าที่ส่วนอื่นในองค์กรอาจไม่ได้มีส่วนร่วมกับหลักธรรมาภิบาลในระดับเดียวกัน
“คะแนนในกระดาษอาจครบ แต่สิ่งสำคัญคือต้องดูว่าในทางปฏิบัติทำจริงหรือไม่” นายพิมพ์ลักษณ์กล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า ทั้งหลักธรรมาภิบาล จรรยาบรรณ การจัดซื้อจัดจ้าง การให้บริการประชาชน และการปฏิบัติตามระเบียบ ควรเป็นสิ่งที่บุคลากรทุกระดับรับรู้และนำไปใช้ในการทำงานประจำวัน ไม่ใช่เพียงข้อมูลที่จัดทำขึ้นเพื่อรองรับการประเมิน
ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า ITA 2569 ปรับแนวคิดไปสู่ “Insight-Driven Assessment” โดยมุ่งให้การประเมินสะท้อนพฤติการณ์และความเสี่ยงด้านการทุจริตของหน่วยงานมากขึ้น รวมถึงเทียบเคียงมาตรฐานสากลด้านการต่อต้านการทุจริต ขณะที่นายพิมพ์ลักษณ์เห็นว่า แต่ละหน่วยงานมีบริบทแตกต่างกัน ทั้งโครงสร้าง บุคลากร ลักษณะพื้นที่ และปัญหาของประชาชน จึงไม่ควรมุ่งเพียงการแข่งขันเพื่อให้ได้คะแนนสูง แต่ควรนำผลประเมินไปใช้พัฒนาองค์กรให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง
นายพิมพ์ลักษณ์เสนอว่า การประเมินควรเพิ่มน้ำหนักไปที่ “การตรวจสอบของจริง” เช่น การสุ่มลงพื้นที่ สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่และประชาชน ตรวจสอบกระบวนการทำงานและเอกสารประกอบ รวมถึงติดตามว่าหลังผ่านการประเมินแล้ว หน่วยงานยังคงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพื่อให้คะแนนสะท้อนสภาพการทำงานจริงมากที่สุด
ส่วนกรณีการนำคะแนน ITA ไปเชื่อมโยงกับสถานการณ์การทุจริต นายพิมพ์ลักษณ์เห็นว่า คะแนน ITA ไม่ควรถูกใช้เป็นคำตอบเดียวในการบ่งชี้ว่าองค์กรมีธรรมาภิบาลหรือไม่มีปัญหาการทุจริต เนื่องจาก ITA เป็นหนึ่งในเครื่องมือประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ขณะที่การตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อร้องเรียน การบังคับใช้กฎหมาย และพฤติกรรมการทำงานจริง เป็นองค์ประกอบที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกัน
สำหรับดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ของ Transparency International นายพิมพ์ลักษณ์ระบุว่าเป็นดัชนีคนละประเภทกับ ITA และไม่ควรนำคะแนนของทั้งสองระบบมาเปรียบเทียบกันโดยตรง โดยข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่โดย Transparency International ระบุว่า ประเทศไทยได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน และอยู่ในอันดับ 116 จาก 182 ประเทศ
นายพิมพ์ลักษณ์กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของ ITA ไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำคะแนนให้สูง แต่ควรทำให้ “สิ่งที่เขียนไว้ในระบบ กับสิ่งที่ประชาชนพบเห็นในชีวิตจริง เป็นเรื่องเดียวกัน” เพราะหากบุคลากรทุกระดับเข้าใจและปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง การประเมินก็จะสามารถเป็นเครื่องมือพัฒนาองค์กรและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม


