xs
xsm
sm
md
lg

ทนไม่ไหว!ตรวจทุกครั้งเจอ‘น้ำกก สาย รวก โขง’ปนเปื้อน จี้ “นายกฯ-รมว.ตปท.ไทย/เมียนมา”ลงพื้นที่ด่วน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เชียงราย – “น้ำกก น้ำสาย น้ำรวก น้ำโขง” ตรวจมา 22 ครั้ง พบปนเปื้อนสารหนู โลหะหนัก ทุกครั้ง รัฐบาลยังเงียบเป็นเป่าสาก..ภาคีเครือข่ายองค์กรเอกชน/นักวิชาการ รวมตัวตั้งโต๊ะเรียกร้อง “นายกฯ-รมว.ตปท.ไทย/เมียนมา” ลงพื้นที่รับ 11 ข้อเสนอเร่งด่วน ก่อนระบบนิเวศ-ห่วงโซ่อาหาร เสียหายเกินเยียวยา



หลังจากกรมควบคุมมลพิษ รายงานผลตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำข้ามพรมแดนสายสำคัญของภาคเหนือ ทั้งน้ำกก น้ำสาย น้ำรวก น้ำโขง ครั้งที่ 22 (เดือน ส.ค.2569) ซึ่งยังคงพบสารหนูและสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐานในหลายจุด กระทบระบบนิเวศลุ่มน้ำ ห่วงโซ่อาหาร

ล่าสุดตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้ตั้งโต๊ะแถลงเรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย รวมถึง รมว.ต่างประเทศ ทั้งไทยและเมียนมา นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ลุ่มแม่น้ำต่างๆ ดังกล่าวเพื่อรับรับปัญหาจากประชาชนและนักวิชาการ

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าเครือข่ายฯ ได้ติดตามปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำสายต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ผลตรวจคุณภาพน้ำโดยกรมควบคุมมลพิษครั้งที่ 22 ช่วงวันที่ 3–7 ส.ค.ที่ผ่านมายังพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในหลายจุดและยังพบสารตะกั่วเกินมาตรฐานในบางจุด ซึ่งหากแหล่งกำเนิดมลพิษยังคงอยู่ แค่การตรวจคุณภาพน้ำไม่สามารถยุติปัญหาได้

ทราบว่านายต่อ ศรลัมพ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง ได้ลงพื้นที่ จ.เชียงตุง จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา และ จ.เชียงราย ของไทยในเดือน ก.ย.2569 นี้ จึงเห็นว่าเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลควรจะเปิดให้ผู้แทนรัฐบาลเมียนมา ภาคประชาชน และภาควิชาการ ในพื้นที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา


ด้านอาจารย์เตือนใจ ดีเทศน์ หรือครูแดง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาและอดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จ.เชียงราย กล่าวว่าปัญหาโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำเหล่านี้ สะสมมากว่า 2 ปี ประชาชนเริ่มเห็นความผิดปกติของแม่น้ำว่ามีตะกอนมาก หลังเหตุอุทกภัยปี 2567 ก็ตรวจพบสารปนเปื้อน จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่พบประชาชนและใช้กลไกระหว่างประเทศแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ด้าน ผศ.ดร.เสถียร จันทะ อาจารย์คณะวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เปิดเผยว่าข้อมูลการตรวจตั้งแต่ระยะแรกจนถึงครั้งที่ 22 สะท้อนให้เห็นว่ามีการปนเปื้อนที่ต่อเนื่อง และเตือนถึงความเสี่ยงจากตะกั่วโดยเฉพาะต่อเด็ก จะมีผลกระทบแบบสะสมต่อสุขภาพและระบบนิเวศ ดังนั้นนอกจากข้อตกลง MOU ที่ไทยและเมียนมามีร่วมกันแล้ว ขอให้รัฐบาลไทยและผู้แทนรัฐบาลเมียนมาลงพื้นที่รับฟังผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงด้วย


รายงานข่าวแจ้งว่าเครือข่ายฯ ยังได้แถลงการณ์จำนวน 11 ข้อ เพื่อให้รัฐบาลเร่งดำเนินการคือ
1. ตั้งคณะกรรมการร่วมระดับชาติที่มีภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาชน ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาแม่น้ำข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ
2. ให้นายกรัฐมนตรี พร้อมผู้แทนรัฐบาลเมียนมา ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชน
3. พิจารณายุติการนำเข้าแร่จากเมียนมาและการส่งผ่านแร่ที่เกี่ยวข้องผ่านประเทศไทยในส่วนที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านมลพิษ
4. พิจารณายุติการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีที่ใช้ในการทำเหมืองไปยังพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับปัญหา
5. สนับสนุนงบประมาณ 126 ล้านบาท สำหรับศูนย์ตรวจสารโลหะหนักในดิน น้ำเพื่อการเกษตร และสินค้าเกษตรในเชียงใหม่และเชียงราย ตามข้อเสนอที่เครือข่ายกล่าวถึง
6. จัดทำแผนที่ความเสี่ยงพื้นที่เกษตรกรรมที่อาจได้รับผลกระทบจากโลหะหนักในทุกลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง
7. จัดหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับภาคเกษตร เพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งที่มีความเสี่ยงปนเปื้อน
8. จัดตั้งกองทุนเยียวยาและชดเชยเกษตรกร หากพบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานในดิน น้ำ หรือผลผลิตทางการเกษตร
9. จัดทำแผนฟื้นฟูพื้นที่ดินเพาะปลูกที่ได้รับการปนเปื้อน
10. จัดหาแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตประปาทดแทนแหล่งน้ำที่มีความเสี่ยง
11. เปิดเผยผลการตรวจของหน่วยงานรัฐอย่างโปร่งใสและรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและประเมินความเสี่ยงได้.