xs
xsm
sm
md
lg

ชลประทานเร่งทำคันดินล้อมประตูระบายน้ำปากคลองโผงเผง หวั่นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไหลเข้าชุมชน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อ่างทอง - ชลประทานที่ 12 ประสานผู้รับจ้างเร่งทำคันดินล้อมพื้นที่ก่อสร้างประตูระบายน้ำปากคลองโผงเผงเป็นการชั่วคราว หวังป้องกันมวลน้ำจากการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไหลเข้าพื้นที่ชุมชนหมู่ 5 และหมู่ 6 ต.โผงเผง อ.ป่าโมก ขณะที่ปัจจุบันมีการระบายน้ำเข้า 2 ฝั่งเหนือเขื่อนเจ้าพระยาแล้ว 460 ลบ.ม./วินาที

วันนี้ (22 ก.ย.69) นายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 พร้อมนายมนตรี เนียมรอด ชลประทานจังหวัดอ่างทอง หารือร่วมกับผู้รับจ้างโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำปากคลองโผงเผง ต.โผงเผง อ.ป่าโมก เพื่อขอให้เร่งจัดทำคันดินล้อมพื้นที่ก่อสร้างที่อยู่ติดกับชุมชนเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันน้ำที่เพิ่มขึ้นจากการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไหลเข้าพื้นที่ชุมชน โดยผู้รับจ้างจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สำหรับโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำปากคลองโผงเผง ขณะนี้ดำเนินการเวนคืนพื้นที่ไปเกือบครบ 100% อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเสนอกรมชลประทานเพื่อดำเนินการจ่ายเงินชดเชย โดยหากกระบวนการเวนคืนแล้วเสร็จ จะช่วยให้การก่อสร้างโครงการเดินหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นายสงกรานต์กล่าวว่า พื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 12 ครอบคลุม จ.อ่างทอง และบางส่วนของ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ระดับประมาณ 1,500 ลบ.ม./วินาที จึงได้ประสานชลประทานจังหวัดให้ติดตามสถานการณ์และประสานผู้นำท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนเครื่องมือและเครื่องจักร หากพื้นที่ใดร้องขอความช่วยเหลือ

ขณะเดียวกัน ปริมาณน้ำที่ไหลมารวมบริเวณหน้าเขื่อนเจ้าพระยา นอกจากน้ำจาก จ.นครสวรรค์แล้ว ยังมีน้ำจากพื้นที่ อ.ลาดยาว และ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ไหลลงสู่ลุ่มน้ำสะแกกรังเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีการคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกในช่วงปลายสัปดาห์ ทำให้กรมชลประทานต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะพิจารณาปรับเพิ่มการระบายน้ำตามความเหมาะสม

ส่วนการระบายน้ำเข้าพื้นที่ 2 ฝั่งเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ปัจจุบันดำเนินการประมาณ 460 ลบ.ม./วินาที อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำสะแกกรังอยู่ในระดับค่อนข้างมาก รวมถึงยังมีฝนตกในพื้นที่ภาคกลาง จึงต้องบริหารจัดการและพิจารณาปรับเพิ่มการรับน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่กลางน้ำและท้ายน้ำ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำที่ไหลได้ช้าลง