ภาคกลาง - กรมชลประทานออกประกาศเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา แจ้งผู้ว่าฯ 11 จังหวัด เตรียมรับมือฝนตกหนักพื้นที่ตอนบน ดันน้ำเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่ม ส่งผลให้ต้องทยอยเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 700–1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เตือนพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำในอยุธยา ระดับน้ำอาจเพิ่มอีก 0.60–1.50 เมตร
นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน ออกหนังสือแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา ฉบับที่ 2 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 11 จังหวัด หลังพื้นที่ตอนบนมีฝนตกหนัก ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงแม่น้ำน้อย ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สถานการณ์เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ วัดปริมาณน้ำไหลผ่านได้ 1,124 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีระดับน้ำเหนือเขื่อน 16.60 เมตร/รทก. ระดับน้ำท้ายเขื่อน 9.67 เมตร/รทก. ห่างจากตลิ่งประมาณ 6.67 เมตร และปัจจุบันระบายน้ำอยู่ที่ 690 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
กรมชลประทานคาดการณ์ในช่วง 1–9 วันข้างหน้า หรือวันที่ 27 ก.ย. 69 น้ำที่สถานี C.2 จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 1,100–1,250 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับน้ำจากลำน้ำสาขา จะทำให้มีปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 1,150–1,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับมีการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกประมาณ 400–450 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงจำเป็นต้องทยอยปรับการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็นประมาณ 700–1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
การระบายน้ำดังกล่าวอาจส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.60–1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ อ.เสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานระบุว่า ระดับน้ำดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนที่อยู่ภายในคันกั้นน้ำ
สำหรับ 11 จังหวัดที่กรมชลประทานแจ้งเตือนให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อม ประกอบด้วย อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร
กรมชลประทานขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ และประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด โดยหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงหรือมีปริมาณน้ำไหลผ่านเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทานจะประกาศแจ้งให้ทราบต่อไป


