อุดรธานี – รมช.เกษตรฯ เปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร “ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก” ต.หนองนาคำ ชูภูมิปัญญาการทอผ้าหมี่ขิดและการย้อมสีธรรมชาติจากดอกบัวแดง เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน เตรียมรับนักท่องเที่ยวจากมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ขณะที่ชุมชนเดินหน้าต่อยอด “ดอกจานแดง” สกัดสีย้อมผ้าสีดำ เตรียมขอขึ้นทะเบียน GI
วันนี้ (20 ก.ย. 2569) นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม “ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก” ต.หนองนาคำ อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี โดยมี นางณัฐธัญ กาหลง รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน เกษตรกร นักวิชาการ และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมกว่า 500 คน
นางณัฐธัญ กล่าวว่า กรมหม่อนไหมดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การสาวไหม และการแปรรูปผ้าไหม ซึ่งเป็นภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทย
พร้อมนำการท่องเที่ยวมาเชื่อมโยงกับการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านหม่อนไหม การอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้ผ้าไทย ตลอดจนสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในชุมชน
สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม ในปี 2568 กรมหม่อนไหมพัฒนาแล้ว 12 แห่ง และปี 2569 เพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ สกลนคร สงขลา บุรีรัมย์ และอุดรธานี รวม 16 แห่งทั่วประเทศ
ส่วนบ้านโนนกอก กรมหม่อนไหมเห็นถึงศักยภาพของชุมชนที่มีความโดดเด่นด้านการทอผ้าไหมโบราณ การอนุรักษ์ลวดลายผ้า และการย้อมสีธรรมชาติจาก ดอกบัวแดง จึงเข้ามาพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงวิถีหม่อนไหม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศิลปวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน
นายอภิชาติ ผู้ใหญ่บ้านโนนกอก ต.หนองนาคำ อ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของบ้านโนนกอกไม่ได้มีความพร้อมเหมือนทุกวันนี้ แต่เริ่มจากเพิงเล็กๆ หน้าบ้านบนพื้นที่มรดก 37 ไร่ ก่อนชุมชนจะหันกลับมาฟื้นฟูการทอผ้าหมี่ขิดของบ้านโนนกอกและชาว ต.หนองนาคำ หลังภูมิปัญญาดังกล่าวสูญหายไปจากพื้นที่นานกว่า 20 ปี
ช่วงแรกได้รับการสนับสนุนจาก 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมการพัฒนาชุมชน กรมหม่อนไหม กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ซึ่งเปรียบเสมือน “หมอตำแย” หรือผู้ทำคลอดให้แก่ชุมชน รวมถึงความร่วมมือจากผู้นำท้องถิ่น นายวิเชียร ขาวขำ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ผู้ว่าราชการจังหวัด และ สส.ในพื้นที่ จนสามารถพัฒนาสู่ “หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงเกษตรด้านหม่อนไหม” และได้รับรางวัลการันตีในหลายระดับ
วันนี้บ้านโนนกอกกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าสำหรับนักเรียน นักศึกษา รวมถึงเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างอาชีพและรายได้ให้คนในชุมชน โดยมีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมายังอุดรธานี โดยเฉพาะในช่วงการจัด มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569
นายอภิชาติกล่าวอีกว่า ก้าวต่อไปของชุมชนคือการร่วมมือกับศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ อุดรธานี ต่อยอดนวัตกรรมจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยการนำ “ดอกจานแดง” มาสกัดเป็นสีย้อมผ้าสีดำจากธรรมชาติ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมดำเนินการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ของพื้นที่
ทั้งนี้ การจัดมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569-14 มีนาคม 2570 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเข้าสู่เส้นทางการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยบ้านโนนกอกเตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีหม่อนไหม ชมการทอผ้า เรียนรู้การย้อมสีธรรมชาติ และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนจากผู้ผลิตโดยตรง
ภายในศูนย์ฯ ยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจได้เรียนรู้หลากหลาย ทั้งนิทรรศการวิถีชีวิตและภูมิปัญญาหม่อนไหม นิทรรศการผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ชมโรงทอผ้าไหมและผ้าไหมโบราณ เรียนรู้วงจรชีวิตไหม การสาธิตย้อมสีเส้นไหมด้วยดอกบัวแดง การทำขนมพื้นบ้าน และเยี่ยมชม ตลาดถนนต้นหม่อน แหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนและสินค้าเกษตรท้องถิ่น
การเปิดศูนย์เรียนรู้แห่งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งจุดเชื่อมสำคัญในการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาวบ้านมาสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมใช้โอกาสจากมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชน สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากต่อไป


