“รมช.วัชระพล”เร่งหาผู้ก่อให้เกิดการแพร่ระบาด เชื่อปลาหมอคางดำในอีสานเกิดจากฝีมือมนุษย์ ด้านประมงกาฬสินธุ์ชวนกินปลา ยืนยันปลอดภัย 100%
จากกรณี มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า พบปลาหมอคางดำในบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ไม่นิ่งนอนใจได้ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนคร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกาฬสินธุ์ และเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ได้ลงพื้นที่สุ่มสำรวจด้วยแห รอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว พบการกระจายของปลาหมอคางดำในบริเวณบ้านท่าเรือภูสิงห์ ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย ฯลฯ
ผลการสำรวจ พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำพบมากที่สุด 34 ตัว บริเวณบ้านคำเขื่อนแก้ว ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย ซึ่งเป็นพื้นที่เหนือเขื่อนที่ระดับน้ำไม่ลึกมาก อยู่ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำวัดเกาะแก้ว บริเวณดังกล่าว มีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีประชาชนมาให้อาหารปลาเป็นประจำ
นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ในเขื่อนลำปาวขณะนี้ยังอยู่ในวงจำกัด พบแค่ 3 จุดเท่านั้น จำนวนยังไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่เขื่อนที่กว้างถึง 356,000 ไร่ โดยเกณฑ์การประกาศเป็นพื้นที่ระบาด จะต้องพบปลาหมอคางดำมากกว่า 10 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร แต่ก็ไม่ประมาทยังคงเดินหน้าประชาสัมพันธ์กลุ่มชาวประมงตลอดสองฝั่งลำน้ำปาวและแม่น้ำชี ให้ช่วยกันเฝ้าระวัง หากพบปลาหมอคางดำให้แจ้งสำนักงานประมงจังหวัดทันที ตามมาตรการ “เจอ แจ้ง จับ จบ” อย่างเข้มข้น พร้อมเชิญชวนคนไทยหันมากินปลาหมอคางดำเพราะมีรสชาติอร่อย และปลอดภัย 100%
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลกรมประมง ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ปลาหมอคางดำโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 29 หน่วยงานเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารจัดการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ปลาหมอคางดำ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ที่ประชุมมีมติให้กรมประมงเร่งใช้ 7 มาตรการหลัก ในแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำหลังพบการแพร่ระบาดหนักที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมสั่งฝ่ายกฎหมาย กรมประมง เร่งหาผู้ก่อให้เกิดการแพร่ระบาด ภายใน 30 วันต้องเห็นผล เพราะเชื่อว่าเกิดจากมีคนนำไป ปลาไม่ได้ว่ายไปเอง
นายวัชระพล กล่าวว่าที่ประชุมค่อนข้างกังวลกรณีพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัดในภาคอีสาน ลำน้ำจากจังหวัดกาฬสินธุ์เชื่อมไปจังหวัดอุดรธานี จึงสั่งการให้กรมชลประทานไปศึกษารายละเอียดในการบริหารจัดการเครื่องมือหรืออาจกั้นฝาย เพื่อตัดตอนวงจรปลาหมอคางดำไม่ให้ระบาดไปยังพื้นที่อื่น และเตรียมนำงบกลาง 350 ล้านบาท ไปใช้แก้ไขปัญหาสถานการณ์อย่างเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม ปลาหมอคางดำไม่สามารถว่ายจากทะเลชายฝั่งข้ามไปยังเขื่อนได้อย่างแน่นอน กรณีปลาหมอคางดำลุกลามไปยังพื้นที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ในครั้งนี้ เชื่อว่า มีการพาไปหรืออะไรที่นำพาไป
รายงานข่าวดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยของ สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ดำเนินการสกัดและวิเคราะห์ DNA ตัวอย่างปลาหมอคางดำจำนวน 466 ตัวอย่าง ใน 20 พื้นที่ ครอบคลุม 14 จังหวัดทั่วประเทศ พบรูปแบบพันธุกรรม (Haplotype) ที่แตกต่างกันมากถึง 19 รูปแบบ เมื่อนำรูปแบบพันธุกรรมทั้งหมดมาวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงพื้นที่และโครงสร้างประชากร บ่งชี้ว่า การระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยมาจากหลายแหล่งต้นทาง อาจเกิดจากการนำเข้ามากกว่าหนึ่งครั้ง (Multiple Introductions) ควบคู่ไปกับการเคลื่อนย้ายโดยฝีมือมนุษย์ภายในประเทศ
ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีรายงานการระบาดหนาแน่นในยุคแรก ตรวจพบรูปแบบพันธุกรรม Hap_1 เป็นสายพันธุ์หลัก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 49.79 ของประชากรตัวอย่างทั้งหมดในประเทศ ส่วนจังหวัดเพชรบุรี แม้มีพื้นที่อยู่ติดกับจังหวัดสมุทรสงครามและมีระบบทางน้ำธรรมชาติเชื่อมถึงกันอย่างใกล้ชิด แต่ผลการสกัด DNA กลับตรวจไม่พบสายพันธุ์ Hap_1 ในพื้นที่เพชรบุรีเลย ความแตกต่างทางพันธุกรรมนี้ บ่งชี้ว่าปลาหมอคางดำที่พบในเพชรบุรีไม่ได้ว่ายน้ำข้ามสายพันธุ์มาจากสมุทรสงคราม แต่มีประชากรตั้งต้นมาจากแหล่งอื่น
ส่วนปลาหมอคางดำที่พบในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างนั้น กลับพบพันธุกรรม Hap_1 ซึ่งเป็นรูปแบบพันธุกรรมเดียวกับที่พบในภาคกลางและภาคตะวันออก กลายเป็นหลักฐานทางระบาดวิทยาว่า มนุษย์เป็นตัวการเคลื่อนย้าย เพราะพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างไม่มีระบบทางน้ำธรรมชาติเชื่อมต่อกับภาคกลางหรือภาคตะวันออก ปลาจึงไม่สามารถว่ายน้ำข้ามภูมิภาคไปเองได้ บ่งชี้ว่าเกิดการแพร่ระบาดโดยมีมนุษย์เป็นสื่อกลาง ผ่านการจับ ขนย้าย หรือนำไปปล่อยข้ามพื้นที่อย่างแน่นอน


