xs
xsm
sm
md
lg

นักวิชาการชี้ EEC เร่งพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ประชาชนต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ห่วงมลพิษ-ที่ดิน-น้ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวศรีราชา – ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งคำถามการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ว่า แม้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 จะถูกออกแบบเพื่อส่งเสริมการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของ 3 จังหวัด แต่การเดินหน้าพัฒนาไม่ควรมองเพียงตัวเลขการลงทุน ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต้องรับภาระจากการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม ที่ดิน ทรัพยากรน้ำ และวิถีชีวิต

ดร.สนธิ คชวัฒน์  นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม  เผยว่า โครงสร้างของ พ.ร.บ.อีอีซี เปิดกลไกพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ทั้งการให้บริการแบบ One Stop Service ซึ่ง สกพอ.มีอำนาจอนุมัติและอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 14 ฉบับ เพื่อช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการประสานงาน รวมถึงมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษี เพื่อดึงดูดการลงทุนในพื้นที่

นอกจากนี้ กฎหมาย EEC ยังเปิดช่องให้ผู้ได้รับสิทธิบางประเภทสามารถถือครองที่ดินเพื่อประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงถือกรรมสิทธิ์ห้องชุด และเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารต่างชาติที่เข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิด้านการพำนักและใบอนุญาตทำงาน ขณะที่การเช่าที่ดินสำหรับการลงทุนสามารถกำหนดระยะเวลาได้สูงสุด 50 ปี และต่ออายุได้อีกไม่เกิน 49 ปี ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม ดร.สนธิ มองว่า สิ่งที่ต้องติดตามควบคู่กันคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ทั้งความเสี่ยงจากสารเคมี ขยะอุตสาหกรรม การปล่อยมลพิษทางอากาศ รวมถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยเห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจควรดำเนินควบคู่กับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

อีกประเด็นที่นักวิชาการตั้งข้อสังเกตคือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งอาจกระทบพื้นที่เกษตรกรรม ชุมชนดั้งเดิม และวิถีชีวิตของประชาชน รวมถึงผลกระทบต่อประมงพื้นบ้านในพื้นที่ชายฝั่งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่ความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นอีกโจทย์สำคัญที่ต้องบริหารจัดการ เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และประชาชน

ดร.สนธิ ยังมองว่าการเติบโตของ EEC อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งราคาที่ดินและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนจำนวนประชากรแฝงและแรงงานที่เข้ามารองรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุข สาธารณูปโภค และบริการสาธารณะ หากการวางแผนรองรับไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของเมือง

“การพัฒนา EEC ไม่ควรวัดความสำเร็จจากการลงทุนหรือจำนวนโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าคนในพื้นที่ได้รับประโยชน์และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่” ดร.สนธิ กล่าว พร้อมเสนอว่าการพัฒนาควรสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนา และต้องมีกลไกติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนา EEC เดินหน้าโดยไม่ทิ้งประชาชนและทรัพยากรในพื้นที่ไว้ข้างหลัง

ทั้งนี้ สกพอ.ระบุว่า EEC มีเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน โดยมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาเมืองควบคู่กัน ขณะที่ปัจจุบัน สกพอ.มีการเผยแพร่รายงานประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พ.ร.บ.อีอีซี พ.ศ. 2561 เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของกฎหมายดังกล่าวด้วย