xs
xsm
sm
md
lg

เปิดมุมคดีปลาหมอคางดำหลังศาลปกครองชี้บทบาทรัฐ–ข้อเท็จจริงการนำเข้า จับตาคดีแพ่งฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class action) ยังไม่ใช่คำตัดสินความรับผิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ตลอดช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ปัญหาปลาหมอคางดำถูกจับตามองทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจของเกษตรกรและประมงพื้นบ้าน รวมถึงกระบวนการทางกฎหมาย โดยมีทั้งคดีปกครองที่ประชาชนฟ้องหน่วยงานรัฐ และคดีแพ่งที่มีการเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทเอกชน

ล่าสุด ความคืบหน้าของทั้งสองคดีทำให้ภาพทางกฎหมายมีความชัดเจนขึ้นในหลายประเด็น และสะท้อนว่าการตอบคำถามว่า “ใครต้องรับผิดและรับผิดเพียงใด” ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามกระบวนการศาล. ศาลปกครองวางกรอบสำคัญ: หน่วยงานรัฐต้องเร่งแก้ปัญหา เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 ซึ่งประชาชน 54 รายฟ้องกรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 18 ราย กรณีถูกกล่าวหาว่าละเลยต่อหน้าที่ในการควบคุมและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

สาระสำคัญของคำพิพากษาคือ ศาลกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการควบคุม ป้องกัน ระงับยับยั้ง และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยมีการกำหนดกรอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงมาตรการในพื้นที่สมุทรสงคราม ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า ในมุมของคดีปกครอง “ความรับผิดชอบในการบริหารจัดการปัญหา” ถูกพิจารณาในกรอบของ หน้าที่ของหน่วยงานรัฐตามกฎหมาย เป็นสำคัญ

ขณะเดียวกัน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ซึ่งเข้าเป็นผู้ร้องสอดในคดี มีประเด็นจากคำพิพากษาที่ควรแยกออกจากประเด็นเรื่องหน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจน จากรายละเอียดคำพิพากษาที่มีการเผยแพร่ พบว่าศาลได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับเงื่อนไขการอนุญาตนำเข้า และรับฟังว่าเงื่อนไขดังกล่าวได้สิ้นผลไปแล้ว ดังนั้น ข้อกล่าวหาว่า CPF ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการอนุญาตดังกล่าว ไม่อาจรับฟังได้ รวมทั้ง ประเด็นการเรียกร้องให้บริษัทเอกชนรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐก็ไม่ได้ปรากฏเป็นคำพิพากษาที่สั่งให้ CPF ชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว 
สาระส่วนนี้ถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจคดี เพราะสะท้อนว่า การมีชื่อ CPF อยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าบริษัทเป็นผู้ต้องรับผิดในความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากปัญหาปลาหมอคางดำ

จากคดีปกครองสู่คดีแพ่งในรูปแบบการดำเนินคดีแบบกลุ่ม หรือ Class Action เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ ขณะที่คดีปกครองเดินมาถึงคำพิพากษาศาลชั้นต้น อีกด้านหนึ่ง คดีแพ่งระหว่างนายปัญญา โตกทองกับพวกรวม 10 คน กับ CPF ก็มีความคืบหน้าสำคัญ

วันนี้ 14 กันยายน 2569 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้คดีดังกล่าวสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาในรูปแบบคดีแบบกลุ่ม หรือ Class Action ประเด็นที่ควรทำความเข้าใจให้ชัดคือ การอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นการตัดสินในเรื่องรูปแบบและกระบวนการดำเนินคดี ไม่ใช่การตัดสินว่าจำเลยมีความผิดหรือมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย

หลังจากนี้จึงยังมีขั้นตอนสำคัญอีกมาก ทั้งการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ความเชื่อมโยงระหว่างการกระทำกับความเสียหาย ตลอดจนจำนวนความเสียหายที่สามารถเรียกร้องได้จริงกล่าวอีกนัยหนึ่ง Class Action ทำให้คดีเดินหน้าต่อได้ แต่ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวหากลายเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังแล้ว
การที่คดีแพ่งเดินหน้าสู่กระบวนการพิจารณา จึงเป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายได้นำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์อย่างเป็นระบบ มากกว่าการตัดสินข้อเท็จจริงจากข้อกล่าวหาหรือกระแสสังคม

บทเรียนจากคำพิพากษาปัญหาปลาหมอคางดำเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งวิทยาศาสตร์และกฎหมาย เมื่อพิจารณาพัฒนาการของคดีทั้งสองด้าน จะเห็นได้ว่าปัญหาปลาหมอคางดำไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ใครเป็นผู้รับผิด” แต่ยังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของหน่วยงานรัฐ มาตรการควบคุม การบังคับใช้กฎหมาย ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุของการแพร่ระบาดกับความเสียหายที่เกิดขึ้น