xs
xsm
sm
md
lg

เปิดปฏิบัติการลุยสางปมขยะพิษ! สหรัฐฯ แจ้งกว่า 800 ตู้ ไทยอายัด 150-180 ตู้ “สุชาติ” ส่ง DSI ขยายผลถึงอเมริกา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวศรีราชา - “สุชาติ” นำทีม ศุลกากร-DSI-กรมควบคุมมลพิษ-กรมโรงงานอุตสาหกรรม ลุยตรวจตู้สินค้าต้องสงสัยขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่ท่าเรือแหลมฉบัง เผยสหรัฐฯ ส่งข้อมูลตู้ต้องสงสัยกว่า 800 ตู้ ขอให้ไทยอายัดไว้ราว 150-180 ตู้ ขณะที่ DSI เร่งขยายผลถึงต้นทาง เตรียมประสานอัยการสอบสวนต่างประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ด้านศุลกากรเปิดผลงาน 11 เดือน จับกุมคดีด้านสิ่งแวดล้อม 187 คดี น้ำหนักรวม 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่าของกลางกว่า 234.4 ล้านบาท

วันนี้ (14 ก.ย.) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการบูรณาการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยว่าอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามอนุสัญญาบาเซล ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเทียบเรือฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล (D1) จ.ชลบุรี โดยมีนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นายนริศ นิรามัยวงศ์ และนายวีรชาติ พุทธรักษา รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง เข้าร่วม

นายสุชาติ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากสารพิษ กากพิษ และสิ่งตกค้างที่เป็นมลพิษ ซึ่งถูกนำเข้ามาในประเทศไทย ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดแยกหรือกำจัด และอาจถูกนำไปฝังกลบหรือกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง

สำหรับท่าเรือแหลมฉบังถือเป็นจุดนำเข้าสินค้าหลากหลายประเภทจากต่างประเทศ โดยการตรวจสอบพบสินค้าประเภท Scrap หรือเศษวัสดุ เช่น เศษอะลูมิเนียม ซึ่งมีทั้งตู้ที่เป็นเศษอะลูมิเนียมที่ผ่านการหล่อมาแล้ว และบางตู้พบเศษวัสดุที่มีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวปะปนอยู่

นายสุชาติ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องการคำตอบคือ เมื่อมีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปนมากับสินค้านำเข้าแล้ว จะถูกนำไปกำจัดอย่างไร และดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะประชาชนต้องการทราบว่าแผงวงจรที่ปะปนเข้ามาเหล่านี้สุดท้ายถูกนำไปไว้ที่ใด และมีการจัดการอย่างไร

“สิ่งที่พี่น้องประชาชนเห็นอยู่ทั้งหมด หากพบว่าเป็นสินค้าที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการนำเข้า ก็ต้องตีคืน หรือ Rejection กลับไปอยู่แล้ว เพราะประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้าเศษ Scrap ที่กำหนดเรื่องสิ่งเจือปน เช่น พลาสติกหรือแผงวงจรต่าง ๆ” นายสุชาติกล่าว

สหรัฐฯ แจ้งข้อมูลกว่า 800 ตู้ ขอไทยอายัด 150-180 ตู้

นายสุชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมควบคุมมลพิษ DSI และกรมศุลกากรได้รับข้อมูลจากหน่วยงานในสหรัฐฯ เกี่ยวกับตู้สินค้าต้องสงสัยกว่า 800 ตู้ โดยมีข้อมูลที่ขอให้ประเทศไทยอายัดไว้ประมาณ 150-180 ตู้

จากนี้หน่วยงานไทยจะตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพื่อให้ทราบรายละเอียดของข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานสหรัฐฯ และยืนยันว่ารัฐบาลไทยดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายอย่างจริงจัง

“เราจะทำการตรวจและพิสูจน์ เพื่อให้ทุกหน่วยงานสบายใจ รวมถึงทางอเมริกาหรือหน่วยงานที่ให้ข้อมูลเรามา จะได้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและจริงจังกับการบังคับใช้กฎหมายเรื่องนี้” นายสุชาติกล่าว

ส่ง DSI ขยายผลต้นทาง เตรียมบินสอบถึงอเมริกา

นายสุชาติ กล่าวว่า ในส่วนของ DSI ได้รับเรื่องดังกล่าวไปดำเนินการเป็นคดีสืบสวน และอยู่ระหว่างการพิจารณาพัฒนาเป็นคดีพิเศษ โดยจะต้องขยายผลไปถึงต้นทางของการนำเข้าขยะว่าเริ่มต้นมาจากที่ใด และถูกส่งเข้ามายังประเทศไทยด้วยวิธีการอย่างไร

นอกจากนี้ มีแผนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ เพื่อสอบสวนผู้ส่งออก ตลอดจนผู้ซื้อและผู้ส่ง ตรวจสอบว่าขยะดังกล่าวถูกส่งมายังประเทศไทยได้อย่างไร และดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายของประเทศต้นทางหรือไม่

“DSI รับทำเป็นคดีพิเศษที่จะต้องบินไปต่างประเทศ ไปถึงอเมริกา ไปสอบผู้ที่ส่งออก สอบทั้งผู้ซื้อและผู้ส่งว่า ส่งมาได้อย่างไร เพราะอะไร” นายสุชาติกล่าว

ด้าน พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม DSI กล่าวว่า เดิมกรมสอบสวนคดีพิเศษติดตามและดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาการทิ้งขยะพิษ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่ เช่น พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และปราจีนบุรี แต่การดำเนินการระยะต่อไปจะมุ่งขยายผลไปถึงต้นตอของขยะ รวมถึงกระบวนการนำเข้ามายังประเทศไทย

ทั้งนี้ DSI ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งเครือข่าย BAN ในสหรัฐฯ มูลนิธิบูรณะนิเวศ และภาคประชาชน ซึ่งส่งข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการนำเข้าและการนำขยะมาทิ้งในประเทศไทย เพื่อนำไปประกอบการขยายผล

จากนี้ DSI จะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบโรงงานหรือสถานประกอบการที่รับขยะจากต่างประเทศ เพื่อตรวจสอบกระบวนการกำจัดว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าและการจัดการขยะหลังเข้าสู่ประเทศไทย

ชง ปปง. เพิ่มฐานความผิด หวังเชื่อมยึดทรัพย์

นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังทำงานร่วมกันเป็นทีม โดยผลักดันให้กรมควบคุมมลพิษประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อพิจารณาเพิ่มฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบทิ้งกากพิษและสารพิษ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน

เป้าหมายคือให้การกระทำดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงไปสู่การดำเนินการด้านทรัพย์สิน ทั้งการจับกุม ดำเนินคดี และยึดทรัพย์ เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษอย่างรุนแรงและสอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

“เราพยายามจะให้ ปปง.เพิ่มโทษให้เป็นมูลฐานความผิด ในเรื่องของการยึดทรัพย์ จับกุม ดำเนินคดี ให้มีโทษรุนแรงที่สุด” นายสุชาติกล่าว

นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน รวมถึงประชาชนและสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมและตั้งใจร่วมกันแก้ไขปัญหาตามนโยบายรัฐบาล เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งรองรับขยะพิษจากต่างประเทศ

ศุลกากรเผย 11 เดือนจับ 187 คดี ของกลางกว่า 234 ล้านบาท

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรได้สนองรับนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุก เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายอย่างต่อเนื่อง

ภารกิจดังกล่าวไม่ได้มุ่งเฉพาะการบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ตลอดจนป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นปลายทางของขยะและของเสียอันตรายจากต่างประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569 หรือเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 กรมศุลกากรสามารถจับกุมสินค้าที่เกี่ยวข้องได้ 187 คดี น้ำหนักรวม 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่าของกลางกว่า 234.4 ล้านบาท ประกอบด้วย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ 2.7 ล้านกิโลกรัม ของเสียอันตราย 6.6 ล้านกิโลกรัม และเศษพลาสติก 3 แสนกิโลกรัม

เปิดไทม์ไลน์ 50 ตู้ ก่อนตรวจซ้ำ 9 ตู้

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 DSI มีหนังสือประสานกรมศุลกากรเพื่ออายัดตู้สินค้า 50 ตู้ สำหรับตรวจสอบและขยายผล

กรมศุลกากรตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พบว่า 19 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังตรวจพบความผิดและดำเนินการจับกุมไว้แล้ว ขณะที่ 14 ตู้ ไม่พบข้อมูลการนำตู้สินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และอีก 17 ตู้มีข้อมูลการนำเข้ามาในราชอาณาจักร

ในจำนวน 17 ตู้ดังกล่าว พบว่า 1 ตู้ได้รับการตรวจปล่อยไปก่อนที่จะได้รับแจ้งการอายัด ส่วนอีก 6 ตู้อยู่ระหว่างการอายัด โดยมีสถานะรอผู้นำเข้าติดต่อเพื่อตรวจสอบ ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 กรมศุลกากรร่วมกับกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรม ตรวจสอบตู้สินค้า 10 ตู้ พบว่า 4 ตู้ มีสินค้าตรงตามที่สำแดง ขณะที่อีก 6 ตู้ ตรวจพบความผิด โดยมีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือวัตถุที่อาจเข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายปะปนอยู่

สำหรับการปฏิบัติการในวันนี้ กรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันเปิดตรวจตู้สินค้าอีก 9 ตู้ ณ ท่าเทียบเรือฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล (D1) จ.ชลบุรี โดยเป็นตู้ที่ตรวจพบความผิด 6 ตู้จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม และตู้สินค้าของบริษัทเดียวกันอีก 3 ตู้

นายพันธ์ทอง กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกรมศุลกากรมีบทบาทสำคัญในการคัดกรองและตรวจสอบสินค้านำเข้า รวมถึงสนับสนุนข้อมูลการนำเข้า เอกสารทางศุลกากร และผลการตรวจสอบตู้สินค้า เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การสืบสวนและขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้อง

พร้อมยืนยันว่า กรมศุลกากรพร้อมสนับสนุน DSI และทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ ทั้งด้านข้อมูลการนำเข้า เอกสารทางศุลกากร และการตรวจสอบตู้สินค้า เนื่องจากการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายไม่อาจสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูล ความเชี่ยวชาญ และการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ กรมศุลกากรจะเดินหน้าภารกิจเชิงรุกในการคัดกรองและตรวจสอบสินค้านำเข้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย พร้อมสนับสนุนข้อมูลและการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นปลายทางของขยะและของเสียอันตรายจากต่างประเทศต่อไป

DSI ชี้คดีฉะเชิงเทราอาจต้องใช้งบฟื้นฟูกว่า 1,000 ล้าน

พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม DSI กล่าวว่า จากการดำเนินงานในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา DSI ทำงานร่วมกับกรมควบคุมมลพิษในการดำเนินคดีกับบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งพบว่าปัญหาการปนเปื้อนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอาจทำให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมมากกว่า 1,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศจากการจัดการขยะที่ไม่ถูกต้อง

หลังจากรับเรื่องและพัฒนาเป็นคดีที่เกี่ยวข้องแล้ว DSI จะประสานความร่วมมือกับสำนักงานอัยการเพื่อพิจารณาดำเนินการสอบสวนในต่างประเทศ โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการส่งขยะพิษเข้ามายังประเทศไทย และการส่งออกขยะดังกล่าวดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายของประเทศต้นทางหรือไม่

การสอบสวนจะดำเนินการโดยบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมมุ่งแก้ไขปัญหาการนำเข้าและการทิ้งขยะพิษไม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยในอนาคต