ศูนย์ข่าวศรีราชา - “บิ๊กราญ” ผนึกกำลังกรมการปกครอง-ตำรวจ บุกจับชาวจีน สวมสิทธิ์คนไทยทำบัตรประชาชน ก่อนใช้ชื่อ “สุชาติ สุรชัย” ทำธุรกิจทัวร์ครบวงจรในพัทยานานกว่า 30 ปี ค้นบ้านพบห้องลับใต้ดินเก็บพระเครื่อง-วัตถุโบราณ พร้อมยึดที่ดิน 11 แปลง 10 ไร่ รถยนต์ 6 คัน มูลค่ารวม 89.5 ล้านบาท เตรียมถอนสัญชาติและผลักดันกลับจีน
วันนี้(13 ก.ย. ) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. (ว่าที่ ผบ.ตร.) พร้อมด้วยนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ฝ่ายปกครองหลายหน่วย ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการจับกุม “นายสุชาติ สุรชัย” หรือ นายซู ซาน (Mr. Zhu Zhishan) อายุ 67 ปี สัญชาติจีน ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ในข้อหาเกี่ยวกับการแจ้งข้อความและแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานในการขอมีบัตรประชาชน โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อช่วงค่ำวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา
จากการสืบสวนพบว่า นายซู ซาน มีประวัติคดีอาญาร้ายแรงในประเทศจีน โดยถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฆาตกรรมผู้อื่นโดยเจตนาในเมืองไท่โจว มณฑลเจ้อเจียง และถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2533 ก่อนที่ต่อมาในปี 2563 จะมีหมายแดงขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรืออินเตอร์โพล โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าคดีดังกล่าวยังไม่หมดอายุความ และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ก่อนส่งตัวกลับไปดำเนินคดีในประเทศจีน
แนวทางการสืบสวนยังพบว่า นายซู ซาน เดินทางออกจากจีนมายังเมียนมา ก่อนเข้าประเทศไทย และเมื่อปี 2544 มีการสวมสิทธิ์บุคคลชาวกะเหรี่ยงเพื่อขอมีบัตรประชาชนไทยในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก โดยเจ้าหน้าที่พบข้อมูลว่ามีการจ่ายเงินดำเนินการประมาณ 50,000 บาท ก่อนใช้ชื่อ “นายสุชาติ สุรชัย” และย้ายเข้ามาใช้ชีวิตในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จากนั้นเริ่มประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในเมืองพัทยา
ตรวจสอบพบว่า นายซู ซาน มีชื่อเกี่ยวข้องกับบริษัทจำนวน 5 แห่ง ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวแบบครบวงจร ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยมีทุนจดทะเบียนรวมประมาณ 89 ล้านบาท และดำเนินธุรกิจในพื้นที่พัทยามานานกว่า 30 ปี นอกจากนี้ยังพบข้อมูลการจดทะเบียนสมรสและการมีบุตรแฝดชายหญิง ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสถานะและสัญชาติของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
สำหรับคดีนี้เริ่มต้นจากการที่นายซู ซาน เดินทางไปประเทศจีนโดยใช้เอกสารในฐานะบุคคลสัญชาติไทย ก่อนที่ทางการจีนตรวจพบความผิดปกติและประสานมายังกระทรวงมหาดไทยให้ตรวจสอบ กระทั่งศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน DOPA N.I.C.E. และฝ่ายปกครองตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก พบข้อพิรุธหลายประการ รวมถึงการสอบถามบุคคลในครอบครัวชาวกะเหรี่ยงที่นายซู ซาน อ้างสิทธิ์ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องทางเครือญาติ จึงนำไปสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษและขอศาลออกหมายจับ
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 90 ตารางวา และพบห้องลับใต้ดินที่ดัดแปลงจากบริเวณสระว่ายน้ำ ภายในพบสิ่งของลักษณะเป็นวัตถุโบราณและพระเครื่องจำนวนมาก จึงตรวจยึดไว้ตรวจสอบ นอกจากนี้ยังยึดโฉนดที่ดินจำนวน 11 แปลง รวมประมาณ 10 ไร่ แบ่งเป็นทรัพย์สินที่จดทะเบียนในนามบริษัท 9 แปลง และส่วนบุคคล 2 แปลง รวมทั้งรถยนต์อีกกว่า 6 คัน คิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึดประมาณ 89.5 ล้านบาท
นายนฤชา กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไทยกับทางการจีน หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้เร่งตรวจสอบ โดยกรมการปกครองเตรียมดำเนินการเกี่ยวกับสถานะสัญชาติของนายซู ซาน พร้อมขยายผลตรวจสอบกระบวนการออกบัตรประชาชนในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก ว่ามีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดเกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบชาวต่างชาติรายอื่นที่อาจมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน
ด้าน พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ตำรวจจะรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีเกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมในประเทศจีน และประสานทางการจีนเพื่อดำเนินการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขยายผลเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิ์และการออกเอกสารราชการโดยมิชอบ รวมถึงเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายนอมินีและกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายอย่างจริงจังต่อไป


