กาฬสินธุ์-สถานการณ์ปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว ยังไม่วิกฤต แต่ห้ามวางใจ! ย้ำกินได้ไม่มีพิษ กรมประมงเผยเกณฑ์ประกาศภัยพิบัติต้องเจอปลาหมอคางดำ หนาแน่นระดับ 10 ตัวต่อ 100 ตร.ม. ล่าสุดยังไม่ถึงจุดนั้น พร้อมเปิดแผนสกัดตั้งแต่เช้ามืด ป้องกันหลุดรอดเข้าบ่อกุ้งชาวบ้าน ยืนยัน “ปลาหมอคางดำ” กินได้ ขณะที่ผู้ว่าฯ กาฬสินธุ์ลงพื้นที่เร่งประสานทุกภาคส่วน
วันนี้(12 ก.ย.)เวลา 16.00 น.ที่ลานเจ้าปู่เชียงโสม สะพานเทพสุดาฯ ต.โนนบุรี อ.สหัสขันธุ์ จ.กาฬสินธุ์ ทีมปฏิบัติการประชาสัมพันธ์ ติดตาม เฝ้าระวังปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว ได้สรุปผลการดำเนินการ โดยในวันนี้ มีการพบปลาหมอคางดำ จำนวน 4 ตัว โดย 3 ตัวแรก โดยชาวประมงตำบลหนองสรวง อ.หนองกุงศรี และ อีกตัวเป็นชุดปฏิบัติการทอดแห่ ไปพบปลาหมอคางดำ ตรงบริเวณท่าเรือภูสิงห์ ต.ภูสิงห์ อ.สหัสขันธ์ อีก 1 ตัว ซึ่งปลามีขนาดและอายุเท่ากัน
ทั้งนี้ชุดปฏิบัติการจึงได้สรุปผลการทำงาน ที่เชื่อมั่นว่าสถานการณ์ยังไม่วิกฤต แต่ห้ามวางใจ และปลาหมอคางดำสามารถนำมาประกอบอาหารบริโภคได้ไม่มีพิษ และขอให้ร่วมติดตามป้องกันแจ้งเบาะแสเพื่อทำการประชาสัมพันธ์และทำลาย
นางสาวศิราณี งอยจันทร์ศรี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด เปิดเผยว่า สถานการณ์ในขณะนี้ยังอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ โดยเกณฑ์การประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพบความหนาแน่นของปลาตั้งแต่ 10 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตรขึ้นไป ซึ่งเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์เป็นประจำทุกเดือน และยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว
จุดที่น่าสนใจคือ ลักษณะทางกายภาพของอ่างเก็บน้ำที่มีความลึกกลับเป็นข้อได้เปรียบ เพราะทำให้การควบคุมและกำจัดทำได้ง่ายกว่าบริเวณแหล่งน้ำกร่อยหรือป่าชายเลนที่ปลาสามารถหลบซ่อนตัวได้ดีกว่า
จากผลสำรวจพบว่า ปลาหมอคางดำมักกระจายตัวอยู่บริเวณแหล่งแปรรูปสัตว์น้ำ เนื่องจากมีสารอินทรีย์สูงซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดี ทำให้เจ้าหน้าที่วางแผนปฏิบัติการกำจัดในช่วง "เช้ามืด" ซึ่งเป็นเวลาที่ปลาลอยตัวขึ้นมาฮุบอากาศบนผิวน้ำ เพื่อเร่งกำจัดและสกัดกั้นไม่ให้หลุดรอดเข้าสู่บ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกร พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหากพบเห็นให้แจ้งสำนักงานประมงในพื้นที่ทันที
อีกประเด็นที่กรมประมงย้ำชัด คือ ปลาหมอคางดำเป็นเพียงสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ "ไม่มีพิษ" และมีคุณค่าทางโภชนาการด้านโปรตีนสูงไม่แพ้ปลานิล ประชาชนสามารถนำมาประกอบอาหารและแปรรูปได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการทำปลาร้า หรือนำไปปรุงเป็นเมนูแกงต่าง ๆ
นางสาวศิราณี งอยจันทร์ศรี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กล่าวต่อว่า แม้ขณะนี้จะอยู่ในช่วงปลายปีงบประมาณ แต่กรมประมงยืนยันเตรียมแผนรองรับงบประมาณรอบใหม่ที่จะจัดสรรเข้ามาในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมบรรจุแผนจัดการปัญหาดังกล่าวไว้ในงบประมาณระยะยาวปี 2570 เรียบร้อยแล้ว
โดยระหว่างนี้เจ้าหน้าที่จะยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง นอกจากการเร่งกำจัดแล้ว กรมประมงยังเดินหน้าให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่เพื่อป้องกันผลกระทบล่วงหน้า โดยกำชับให้ประมงจังหวัดเร่งลงพื้นที่แนะนำให้ใช้ระบบกรองน้ำก่อนนำเข้าบ่อเลี้ยง ป้องกันลูกปลาหลุดรอด เนื่องจากขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าปลาหมอคางดำแพร่กระจายออกจากบริเวณเขื่อนแล้วหรือไม่
ด้านนายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า หลังทราบข่าวการพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว เกิดความห่วงใยถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ การแจ้งเตือนให้ประชาชนสังเกตและแยกแยะให้ออกระหว่าง "ปลานิล" กับ "ปลาหมอคางดำ" โดยได้ประสานงานกับสำนักงานประมงและนายอำเภอในพื้นที่ แจ้งเตือนเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง พร้อมระดมทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ใกล้พื้นที่เสี่ยง ร่วมกันประชาสัมพันธ์ ตรวจสอบ และลงสุ่มสำรวจด้วยเครื่องมือประมงที่มีอยู่ในพื้นที่ ทั้งนี้ ประมงจังหวัดได้บูรณาการทำงานร่วมกับนายอำเภอในพื้นที่และเกษตรกรชาวประมงมาอย่างต่อเนื่อ
ล่าสุดได้รับคำแนะนำจากกรมประมงโดยตรง เตรียมกำหนดมาตรการดำเนินการอย่างใกล้ชิดต่อไป ตั้งเป้ากำจัดปัญหาปลาหมอคางดำในพื้นที่ให้หมดไปโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่หากพบเห็นปลาหมอคางดำ สามารถแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดในวงกว้าง


