ฉะเชิงเทรา – “พลพีร์” สั่งจังหวัดฉะเชิงเทราเร่งสรุปปมการขอจัดตั้ง “สุสานยิว” ภายใน 2 วัน พร้อมให้ตรวจสอบที่มาของ 4 ร่างที่พบ ทั้งสัญชาติ วันเดินทางเข้าไทย ขณะที่จี้นายอำเภอบางคล้าไขข้อสงสัย เหตุใดปี 2564 จึงสามารถออกใบอนุญาตได้ แต่สิ้นปี 2566 กลับไม่ต่อใบอนุญาต ด้านสุสานยิวที่เจริญกรุงพบฝังแล้ว 49 ร่าง สั่งตรวจสอบทั้งหมด พร้อมสั่งรื้อระบบข้อมูลสุสาน-สถานที่ฌาปนกิจทั่วประเทศ เตรียมประชุมสรุป 13 ก.ย. เวลา 16.00 น.
วันนี้ (11 ก.ย.)นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ มท.2 กล่าวระหว่างประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในที่ว่าการอำเภอบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ภายหลังนำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบสุสานฝังศพชาวยิวในพื้นที่หมู่ 2 ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีนายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง น.ส.ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายอำเภอบางคล้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
นายพลพีร์ สั่งการให้จังหวัดฉะเชิงเทราเร่งตรวจสอบและจัดทำข้อสรุปเกี่ยวกับการยื่นขอใช้พื้นที่ดังกล่าวจัดตั้งสุสาน ตั้งแต่ปี 2564 โดยต้องตรวจสอบว่าในขณะนั้นเอกสารและหลักฐานด้านภูมิศาสตร์ของพื้นที่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์สำหรับการออกใบอนุญาตหรือไม่ และต้องเปรียบเทียบให้ชัดเจนว่าเหตุใดเมื่อถึงวันที่ 1 ม.ค. 2567 จึงไม่สามารถต่อใบอนุญาตได้
โดยเฉพาะนายเอกราช กฤตยพงษ์ นายอำเภอบางคล้า ซึ่งขณะดำรงตำแหน่งจ่าจังหวัด เป็นหนึ่งในบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติและอนุญาตให้จัดตั้งสถานที่ดังกล่าวในปี 2564 จึงควรมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการอนุญาตมากกว่าบุคคลอื่น
“ต้องมีข้อมูลที่เปรียบกันได้ว่า เมื่อปี 2564 อนุญาตได้อย่างไร และสิ้นปี 2566 ทำไมไม่อนุญาต ซึ่งต้องเป็นข้อมูลที่สามารถเปรียบเทียบกันได้ในทางวิทยาศาสตร์ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร จนไม่สามารถที่จะอนุญาตให้ได้” นายพลพีร์กล่าว
มท.2 ยังสั่งให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ 4 ร่างที่พบภายในสุสานว่าเป็นบุคคลสัญชาติอิสราเอลตามที่มีการระบุไว้จริงหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่เมื่อใด ใช้วีซ่าประเภทใด และเสียชีวิตด้วยสาเหตุอะไร
เนื่องจากหากผู้เสียชีวิตไม่ได้เป็นชาวอิสราเอลตามที่ระบุ หรือมีประเด็นเกี่ยวกับการเสียชีวิตที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ จะถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องขยายผล โดยเฉพาะกรณีร่างที่ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาฝังและมีการก่อสร้างปูนปิดทับ พร้อมติดป้ายระบุปีเสียชีวิตในปี 2565 และ 2566 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากปี 2566 ที่ไม่มีการต่อใบอนุญาตตามข้อมูลที่ตรวจสอบได้
นายพลพีร์ ย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ เมื่อเสียชีวิตในประเทศไทยต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ไม่สามารถเคลื่อนย้ายศพไปฝังหรือประกอบพิธีกรรมโดยไม่ผ่านขั้นตอนของทางราชการ
โดยกรณีบุคคลเสียชีวิตที่บ้าน ต้องมีการแจ้งหน่วยงานในท้องที่ ขณะที่ตำรวจและโรงพยาบาลต้องเข้ามาดำเนินการตามกระบวนการชันสูตรและออกเอกสารรับรองการเสียชีวิต ก่อนจะนำร่างไปประกอบพิธีทางศาสนาหรือดำเนินการฝังหรือฌาปนกิจ
“วันนี้เราไปพบ 4 ร่าง แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าตายอย่างไร หากไม่มีป้ายก็ยังไม่รู้ว่าเสียชีวิตเมื่อไหร่ และศพเข้ามาวันไหน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้” มท.2 กล่าว
พร้อมสั่งให้ตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยนำชื่อที่ปรากฏบนหลุมศพไปตรวจสอบว่าเจ้าของชื่อเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อใด เดินทางเข้ามาด้วยวิธีใด และใช้วีซ่าประเภทใด
นอกจากพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทราแล้ว มท.2 ยังสั่งตรวจสอบสุสานยิวบริเวณเจริญกรุง ซึ่งมีใบอนุญาตถูกต้องและเจ้าของพื้นที่เป็นคนไทย แต่มีบริษัทหรือกลุ่มชาวอิสราเอลเช่าพื้นที่ประมาณ 120 ตารางวา และมีการฝังร่างผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 49 หลุม
นายพลพีร์ ระบุว่า ต้องตรวจสอบทั้ง 49 หลุมว่าเป็นใคร เสียชีวิตเมื่อใด และเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด รวมถึงตรวจสอบกระบวนการนำร่างเข้ามาฝัง เพราะไม่ควรเป็นไปได้ที่บุคคลจะเสียชีวิตในประเทศไทยแล้วไม่มีข้อมูลในระบบราชการ
มท.2 ยังสั่งให้กรมการปกครองและจังหวัดต่างๆ ตรวจสอบระบบสุสานและสถานที่ฌาปนกิจทั่วประเทศ หลังพบว่าตัวเลขจำนวนสุสานที่มีการรายงานยังไม่ตรงกัน โดยก่อนหน้านี้มีการรายงานว่ามีประมาณ 1,200 แห่ง ก่อนเพิ่มเป็น 1,600 แห่ง
จึงต้องเร่งจัดทำฐานข้อมูลใหม่ให้ชัดเจนว่า ประเทศไทยมีสุสานทั้งหมดกี่แห่ง แห่งใดมีใบอนุญาต แห่งใดไม่มีใบอนุญาต และแต่ละแห่งอยู่ในความรับผิดชอบหรือเป็นของใคร
รวมถึงสถานที่ฌาปนกิจและเตาเผาศพต้องมีระบบบันทึกข้อมูลว่า มีการฌาปนกิจผู้เสียชีวิตรายใด เมื่อใด เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
“ไม่ใช่เจาะจงแค่เฉพาะอิสราเอล ความจริงเราจะต้องดูทุกศาสนา ทุกแห่งต้องอยู่ในระบบ ข้อมูลต้องเสถียร และต้องบูรณาการกันใหม่” นายพลพีร์กล่าว
สำหรับการดำเนินการต่อจากนี้ มท.2 กำชับว่า หากมีการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ภายใน 7 วัน ต้องพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงต้องตอบให้ได้ว่าหากจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการรื้อหรือเคลื่อนย้ายเอง ร่างผู้เสียชีวิตจะถูกนำไปไว้ที่ใด และครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้รับทราบหรือไม่
พร้อมสั่งการให้รองอธิบดีกรมการปกครองแจ้งทุกจังหวัดจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับสุสานและสถานที่ฌาปนกิจในพื้นที่ เพื่อรวบรวมตัวเลขที่ถูกต้อง หากพบแห่งใดดำเนินการผิดกฎหมาย ให้ดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ นายพลพีร์นัดประชุมผ่านระบบออนไลน์ในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569 เวลา 16.00 น. เพื่อสรุปผลการตรวจสอบ 4 ร่างในสุสานฉะเชิงเทรา ตรวจสอบข้อมูลสุสานที่มีใบอนุญาตและไม่มีใบอนุญาต ตลอดจนแนวทางการเคลื่อนย้ายร่าง และการยกระดับระบบตรวจสอบสุสานและสถานที่ฌาปนกิจทั่วประเทศ


