ฉะเชิงเทรา – “พลพีร์” มท.2 เดินหน้าขยายผลเครือข่ายธุรกิจชาวอิสราเอลในไทย หลังพบความเชื่อมโยงอย่างน้อย 3 จังหวัด ทั้งฉะเชิงเทรา ชลบุรี และภูเก็ต สั่ง DSI-ปปง.-หน่วยงานเกี่ยวข้องเจาะลึกที่มาของเงิน ย้ำก่อนเคลื่อนย้ายศพ ต้องแสดงเอกสารยืนยันตัวบุคคลและสาเหตุการเสียชีวิต หวั่นอำพรางร่างผู้เสียชีวิต ด้าน พ.ร.บ.สุสานฯ ปี 2528 โทษปรับแค่ 2,000 บาท มท.2 ชี้ล้าสมัย เตรียมใช้กฎหมายอื่นดำเนินการ
วันนี้ (11 ก.ย. 2569) หลังนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบสุสานชาวยิวใน ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบสถานที่และขยายผลไปยังเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
นายพลพีร์ กล่าวว่า ประเด็นแรกที่ยืนยันได้คือ สถานที่ดังกล่าว ไม่มีใบอนุญาตประกอบเป็นสุสานหรือเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาในปัจจุบัน แต่จากการตรวจสอบกลับพบร่างผู้เสียชีวิตอยู่ภายในพื้นที่ถึง 4 ร่าง
ในจำนวนนี้ 3 ร่างถูกฝังและโบกปูนแล้ว โดยระบุปีการเสียชีวิตไว้เป็นปี 2023, 2025 และ 2026 ซึ่งสะท้อนว่ามีการนำร่างเข้ามาฝังในช่วงที่ใบอนุญาตหมดอายุ ส่วนอีกร่างยังอยู่ภายใต้สแลนคลุมและยังไม่ได้โบกปูน โดยคาดว่าน่าจะนำเข้ามาในปีนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ มท.2 ให้ความสำคัญในขณะนี้ไม่ใช่เพียงการเคลื่อนย้ายศพออกจากพื้นที่ แต่ต้องการทราบว่า ทั้ง 4 ร่างเป็นบุคคลใด เป็นชาวต่างชาติจริงหรือไม่ และชื่อที่ระบุไว้บนหลุมตรงกับร่างผู้เสียชีวิตหรือไม่
ที่สำคัญยังไม่พบข้อมูลที่ชัดเจนว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 4 รายเสียชีวิตจากสาเหตุใด และมีการแจ้งการเสียชีวิตต่อหน่วยงานราชการตามกระบวนการหรือไม่
“หากมีชาวต่างชาติเข้ามาแล้วเสียชีวิต แต่ไม่มีการแจ้งหน่วยงานรัฐบาลเลย และอยู่ดีๆ ก็นำร่างมาไว้ มันถูกต้องตามกฎหมายและกระบวนการของไทยหรือไม่” นายพลพีร์กล่าว
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่าร่างที่อยู่ภายในหลุมไม่ตรงกับชื่อที่ระบุไว้ หรือไม่ใช่ชาวต่างชาติตามที่อ้าง จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป จึงสั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองและหน่วยงานสาธารณสุขตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งตัวบุคคล สัญชาติ และสาเหตุการเสียชีวิต
สำหรับกรณีบริษัท กาน ชาบาด จำกัด แจ้งว่าจะเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ โดยเบื้องต้นต้องการนำ 3 ร่างไปยังสุสานย่านเจริญกรุงนั้น นายพลพีร์ระบุว่า ไม่ได้ห้ามการเคลื่อนย้าย แต่ก่อนดำเนินการต้องนำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่
โดยต้องสามารถยืนยันได้ว่าผู้เสียชีวิตคือใคร เสียชีวิตเมื่อใด และเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด เพื่อให้กระบวนการทุกอย่างตรวจสอบได้ และป้องกันไม่ให้มีการอำพรางหรือเคลื่อนย้ายร่างของบุคคลอื่นโดยไม่ทราบข้อเท็จจริง
นายพลพีร์ยังกล่าวถึงประเด็นใบอนุญาตว่า เป็นอีกเรื่องที่ต้องตรวจสอบ เนื่องจากมีการยื่นขอและได้รับใบอนุญาตในปี 2564 แต่เมื่อถึงปี 2566 กลับไม่ได้รับการต่ออายุ ส่วนข้อชี้แจงเกี่ยวกับระยะห่างจากถนนและสถานะของถนนบางสายที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลานั้น จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอกสารย้อนหลังทั้งหมด แต่ทั้งหมดทั้งปวง ณ นาทีนี้ คือผิดอยู่แล้ว” นายพลพีร์กล่าว
พร้อมสั่งให้จังหวัดจัดทำข้อมูลส่งศาลปกครองเพิ่มเติม เนื่องจากยังไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้มีการนำพยานหลักฐานใดไปประกอบการร้องต่อศาล ขณะที่ข้อกังวลของชาวบ้านที่ออกมารวมตัวคัดค้านจะถูกนำไปประกอบการพิจารณาด้วยสำหรับประเด็นการถือครองที่ดิน นายพลพีร์กล่าวว่า บริษัท กาน ชาบาด จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือครองที่ดินบริเวณดังกล่าว มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอลที่ได้รับสัญชาติไทยแล้ว 3 ราย ทำให้มีสถานะเป็นคนไทยและสามารถถือครองที่ดินได้ตามกฎหมาย ที่ดินบริเวณสุสานมีประมาณ 15 ไร่ มูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท และจากการตรวจสอบยังพบว่าผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจชาบัดในพื้นที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต
ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบเครือข่ายดังกล่าว ทั้งที่มาของเงิน แหล่งเงินทุน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลความเชื่อมโยงกับบริษัทใน จ.ชลบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย DSI ได้ดำเนินการออกหมายเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว
นายพลพีร์ระบุว่า หากตรวจสอบพบความเชื่อมโยงกันจริง จะต้องขยายผลอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการใช้บุคคลอื่นถือครองทรัพย์สินแทน หรือ “นอมินี” ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานว่าการดำเนินการของสุสานแห่งนี้เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินโดยตรง แต่ในส่วนของเครือข่ายธุรกิจที่ จ.ชลบุรี มีข้อมูลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ “นอมินี” ถือครองที่ดิน โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอื่นๆ
“ถ้าหากมีการกระทำความผิดจริง มีการฟอกเงิน ธุรกิจสีเทา หรือมีสิ่งที่ผิดกฎหมายจริง เราสามารถถอนสัญชาติได้ การที่เขามีสัญชาติไทยไม่ได้แปลว่าจะได้รับความสะดวกอย่างอื่น กฎหมายไทยก็สามารถอายัดทรัพย์สินได้” นายพลพีร์กล่าว
พร้อมระบุว่า หากพบการกระทำความผิดตามกฎหมายจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีสัญชาติไทยอาจเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายเรื่องสัญชาติ และหากมีเหตุทางกฎหมายก็สามารถดำเนินการให้ออกจากประเทศไทยได้
ทั้งนี้ ในวันอังคารที่จะถึงนี้ เวลา 13.00 น. จะมีการหารือร่วมกันที่ทำเนียบรัฐบาล ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย DSI ปปง. ปปท. กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อสรุปภาพรวมเครือข่ายและนำเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป
นายพลพีร์ ยังกล่าวถึงการดำเนินคดีว่า ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราและรองอธิบดีกรมการปกครองให้เร่งตรวจสอบว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายใดบ้าง เพราะการใช้เพียง พ.ร.บ.สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 อาจไม่เพียงพอ พ.ร.บ.สุสานเขียนมาตั้งแต่ปี 2528 โทษยังปรับอยู่ที่ 2,000 บาท แต่วันนี้ 2,000 บาทมันน้อยนิดมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าผู้เกี่ยวข้องอาจไม่ได้เกรงกลัวบทลงโทษตามกฎหมายฉบับดังกล่าว จึงต้องพิจารณากฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการด้วย
“อยากเอาศพมาก็เอามา อยากจะเอาออกก็เอาออกอย่างนี้มันไม่ได้ ตายก็ไม่แจ้ง คนตายมีชื่อ มีรูป หรือว่าเป็นคนจริงๆ หรือไม่เราก็ไม่รู้” นายพลพีร์กล่าว พร้อมกำชับให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสรุปข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการต่อไป


