ฉะเชิงเทรา – “พลพีร์” มท.2 ลงพื้นที่ตรวจสอบสุสานชาวยิว ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า พบมีร่างผู้เสียชีวิตถูกฝังอยู่จริง 4 ศพ แต่สถานที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสุสาน สั่งกรมการปกครอง-สาธารณสุขเร่งตรวจสอบชื่อบุคคลและสาเหตุการเสียชีวิตก่อนอนุญาตเคลื่อนย้าย ขณะที่บริษัทแจ้งเตรียมย้ายศพออก ด้าน DSI-ปปง.ขยายผลเครือข่ายบริษัทถือครองที่ดินและธุรกิจ สงสัยปม “นอมินี-ฟอกเงิน” ลั่นหากพบกระทำผิดจริง สามารถถอนสัญชาติและเชิญออกนอกประเทศได้
วันนี้ (11 ก.ย. ) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีสุสานชาวยิว JEWISH CEMETERY THAILAND ในพื้นที่ ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา หลังเกิดข้อร้องเรียนและข้อสงสัยเกี่ยวกับการก่อสร้างและการนำร่างผู้เสียชีวิตมาฝังในพื้นที่
ทันทีที่เดินทางถึง นายอำเภอบางคล้าและผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับการขออนุญาตสุสาน โดยมีการชี้แจงว่า ในช่วงที่มีการอนุญาต ระยะห่างจากถนนและแหล่งต่างๆ ยังอยู่ในหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนที่นายพลพีร์จะกำชับให้นายอำเภอตรวจสอบรายละเอียดอย่างรอบคอบ พร้อมเตือนว่า “ท่านดูดี ๆ นะ ระวังจะสาวมาถึงท่าน”
จากนั้นนายพลพีร์ได้พบกับกลุ่มชาวบ้านเสม็ดใต้ที่มารวมตัวถือป้ายแสดงจุดยืนคัดค้านสุสาน โดยมีข้อความ “ผียิวออกไป ชาวเสม็ดใต้ไม่เอาผี Get Out ออกไป” พร้อมกล่าวขอบคุณรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เข้ามาตรวจสอบปัญหา
นายสันต์ ศรีเจริญ อดีตผู้ใหญ่บ้านตำบลเสม็ดใต้ ได้สอบถามถึงที่มาของบริษัทและการได้มาซึ่งสัญชาติไทยของผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ รวมถึงตั้งคำถามถึงกระบวนการอนุมัติในอดีตที่ชาวบ้านอ้างว่าไม่เคยมีการทำประชาพิจารณ์หรือรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ โดยขอให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ซึ่งนายพลพีร์ตอบรับว่า “ได้ครับ”
พบ 4 ศพจริง แต่ไม่มีข้อมูลแจ้งตาย
จากนั้นเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ดใต้ได้ไขกุญแจเปิดประตูให้นายพลพีร์และคณะเข้าตรวจสอบภายในพื้นที่ โดยบริเวณด้านหน้ามีการติดประกาศ “ห้ามใช้อาคาร” ตามคำสั่ง อบต.เสม็ดใต้ ลงวันที่ 7 ก.ย. 2569 พร้อมระบุว่าหากฝ่าฝืนจะมีโทษตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
นายพลพีร์เปิดเผยภายหลังตรวจสอบว่า จากการตรวจพื้นที่พบร่างผู้เสียชีวิตอยู่ภายในสุสานจริงจำนวน 4 ศพ โดย 3 ศพถูกฝังและโบกปูนแล้ว ขณะที่มีข้อมูลระบุปีการเสียชีวิตเป็นปี 2566, 2568 และ 2569 ส่วนอีก 1 ร่างยังอยู่ภายในเต็นท์และยังไม่ได้โบกปูน คาดว่าเพิ่งนำเข้ามาในปีนี้
ประเด็นสำคัญคือ สถานที่แห่งนี้ ไม่มีใบอนุญาตประกอบเป็นสุสานหรือใช้ประกอบพิธีทางศาสนาใดๆ ในขณะนี้ อีกทั้งยังไม่พบข้อมูลการแจ้งการเสียชีวิตของบุคคลทั้ง 4 รายต่อหน่วยงานในพื้นที่
“วันนี้เราไม่รู้เลยว่าเขาเสียชีวิตอย่างไร เป็นการเสียชีวิตตามปกติหรือเกิดจากอุบัติเหตุ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติจริงหรือไม่” นายพลพีร์กล่าว
มท.2 ระบุว่า ได้สั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองและหน่วยงานด้านสาธารณสุขตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด โดยเฉพาะชื่อ บุคคล สัญชาติ และสาเหตุการเสียชีวิต เนื่องจากการนำร่างผู้เสียชีวิตจากต่างประเทศหรือจากพื้นที่อื่นเข้ามา ต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมาย ไม่ใช่สามารถนำเข้ามาฝังโดยไม่มีการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่
บริษัทเตรียมย้ายศพ แต่ต้องส่งเอกสารก่อน
นายพลพีร์กล่าวว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอได้พูดคุยกับบริษัทเจ้าของสถานที่แล้ว โดยบริษัทแจ้งว่าจะเข้ามาเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ภายในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้
เบื้องต้นทราบว่าต้องการย้าย 3 ร่างไปยังสุสานย่านเจริญกรุง ซึ่งปัจจุบันมีร่างชาวอิสราเอลอยู่ประมาณ 49 ราย อย่างไรก็ตาม ก่อนการเคลื่อนย้ายต้องมีเอกสารยืนยันตัวบุคคลและรายละเอียดการเสียชีวิตให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อน เพราะไม่ต้องการให้เกิดการอำพรางหรือปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับร่างผู้เสียชีวิตในประเทศไทย
“การย้ายศพไม่ใช่สาระสำคัญสำหรับผม แต่สิ่งสำคัญคือทั้ง 4 ร่างเป็นคนต่างชาติจริงหรือไม่ ชื่อที่โบกปูนและสลักไว้บนหินอ่อนตรงกับบุคคลที่อยู่ข้างล่างจริงหรือไม่” นายพลพีร์กล่าว
พร้อมย้ำว่า การที่มีศพเข้ามาฝังในพื้นที่โดยไม่มีการแจ้งหน่วยงานรัฐถึง 3 ใน 4 ศพ ถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก และยังเกิดขึ้นในช่วงที่ใบอนุญาตสุสานหมดอายุแล้ว
สงสัยใบอนุญาตปี 64–หมดอายุปี 66
สำหรับประเด็นใบอนุญาต นายพลพีร์ยอมรับว่ายังมีข้อสงสัยว่า ใบอนุญาตครั้งแรกออกมาได้อย่างไร เนื่องจากมีการขอและได้รับอนุญาตในปี 2564 แต่ไม่ได้ต่ออายุหลังปี 2566
ส่วนกรณีที่ฝ่ายปกครองชี้แจงว่า ในช่วงแรกถนนบางสายอาจยังไม่ได้ถูกยกสถานะเป็นถนนทางหลวง ทางหลวงชนบท หรือถนนของ อบต. จึงอาจมีผลต่อหลักเกณฑ์การอนุญาตนั้น มท.2 ระบุว่า เรื่องดังกล่าวต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด
“ทั้งหมด ณ นาทีนี้ถือว่าผิดอยู่แล้ว” นายพลพีร์กล่าว พร้อมสั่งให้จังหวัดจัดทำเอกสารและตรวจสอบกระบวนการทางคดี รวมถึงประเด็นที่มีการร้องต่อศาลปกครองว่าใช้พยานหลักฐานใดประกอบการพิจารณา
มท.2 ยังระบุว่า การดำเนินการตาม พ.ร.บ.สุสานและฌาปนสถาน พ.ศ. 2528 เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากบทลงโทษบางส่วนมีอัตราต่ำมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน
เปิดปมบริษัทถือหุ้นต่างชาติ-ขยายผลนอมินี
สำหรับประเด็นการถือครองที่ดิน นายพลพีร์กล่าวถึงบริษัท กาน ชาบาด จำกัด ซึ่งมีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล 3 รายที่ได้รับสัญชาติไทย ทำให้สามารถถือครองที่ดินได้ โดยที่ดินบริเวณสุสานมีประมาณ 15 ไร่ มูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังพบข้อมูลว่าผู้ถือหุ้นกลุ่มดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ดำเนินกิจการชาบัดในพื้นที่ป่าตอง จ.ภูเก็ต ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบเครือข่าย ที่มาของเงิน แหล่งเงินทุน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
นายพลพีร์กล่าวว่า ยังพบความเชื่อมโยงกับบริษัทในพื้นที่ จ.ชลบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นพบว่ามีบุคคลบางกลุ่มเกี่ยวข้องกับบริษัทหลายแห่ง และมีข้อสงสัยเรื่องการใช้ “นอมินี” ถือครองที่ดิน โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม สำหรับสุสานแห่งนี้ ยังไม่พบหลักฐานการฟอกเงินโดยตรง แต่จะตรวจสอบเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นอย่างละเอียด
“ถ้าพบว่ามีการกระทำความผิดจริง มีการฟอกเงิน ธุรกิจสีเทา หรือสิ่งที่ผิดกฎหมายจริง เราสามารถถอนสัญชาติและเชิญออกนอกประเทศได้ การที่เขามีสัญชาติไทยไม่ได้แปลว่าจะได้รับการอำนวยความสะดวกอย่างอื่นนอกจากการซื้อที่ดิน กฎหมายไทยสามารถอายัดทรัพย์สินได้” นายพลพีร์กล่าว
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมหารือร่วมกันในวันอังคาร เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม DSI ปปง. ปปท. กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย ร่วมสรุปข้อมูลเครือข่ายดังกล่าว ก่อนนำข้อมูลเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป


