พระนครศรีอยุธยา – บรรยากาศวัดพุทไธศวรรย์เงียบเหงา หลัง “หลวงพ่อโชติ” ลาสิกขา ตำรวจกั้นเชือกปิดกุฏิเจ้าอาวาส ห้ามบุคคลภายนอกเข้า-ออก ขณะที่ประชาชนยังเดินทางมาทำบุญตามปกติ ฝากหน่วยงานเกี่ยวข้องช่วยสอดส่องพฤติกรรมสีกาภายในวัด พร้อมวอนสังคมแยกแยะเรื่องบุคคลกับพระพุทธศาสนา
วันนี้ (11 ก.ย.) ที่วัดพุทไธศวรรย์ ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บรรยากาศภายในวัดช่วงเช้าค่อนข้างเงียบเหงา ภายหลังเกิดกรณีอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ลาสิกขา ท่ามกลางความสนใจของประชาชนและพุทธศาสนิกชน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประชาชนเดินทางเข้ามาภายในวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อกราบไหว้พระ ทำบุญ และประกอบกิจกรรมทางศาสนาตามปกติ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ของวัดยังเปิดให้ประชาชนเข้าชมและสักการะได้
ส่วนบริเวณกุฏิของเจ้าอาวาส พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้นำเชือกมากั้นโดยรอบ พร้อมติดสติกเกอร์บริเวณประตู เพื่อห้ามบุคคลภายนอกเข้า-ออก ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน
นาย นเรศ บัวนาถ อายุ 75 ปี ชาวอำเภอบางปะหัน เปิดเผยว่า หลังเห็นข่าวที่เกิดขึ้นจึงเดินทางมายังวัดพุทไธศวรรย์ เนื่องจากเดิมเป็นวัดที่ตนมีความเลื่อมใสศรัทธา และเคยพาบุคคลอื่นเดินทางมาท่องเที่ยวและทำบุญที่วัดแห่งนี้อยู่เป็นประจำ
เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยอมรับว่ารู้สึกตกใจ เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องลักษณะนี้ขึ้นกับวัดที่ตนเองเคยศรัทธา แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริง
นายณเรศ กล่าวว่า อยากฝากประชาชนทั่วไปให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นสิ่งผิดปกติภายในวัด โดยเฉพาะกรณีผู้หญิงหรือสีกาเข้ามาอยู่ภายในวัด หรือมีพฤติกรรมใกล้ชิดกับพระสงฆ์ ก็ควรช่วยกันสังเกตและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ
“วันนี้ที่เดินทางมา ก็อยากจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปเป็นวิทยาทานให้กับวัดแถวบ้าน เพราะเรื่องลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นได้ในหลายพื้นที่”
นายณเรศกล่าวอีกว่า เรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยทั้งความอดทนและความกล้าที่จะเปิดเผยข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีผู้หญิงเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระและอยู่ภายในวัด ซึ่งควรได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนา
อย่างไรก็ตาม อยากให้สังคมแยกแยะระหว่าง “วัด พระ และตัวบุคคล” ไม่ควรเหมารวมว่าหากพระรูปหนึ่งมีปัญหาแล้วจะทำให้วัดหรือพระพุทธศาสนาทั้งหมดเสื่อมเสีย เพราะเป็นคนละส่วนกัน
“อยากให้สังคมแยกแยะให้ชัด ระหว่างเรื่องของวัด เรื่องขององค์พระ และเรื่องของบุคคล ไม่ใช่ว่าวัดนี้มีเรื่องของพระแล้วเราจะไม่เข้าไปอีก ไม่น่าจะเหมารวมแบบนั้น ต้องแยกให้ออก เพื่อช่วยพยุงพระพุทธศาสนาให้ผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้”
ด้านนาย สุทัศน์ ความคุ้นเคย อายุ 59 ปี ชาวคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ตนเดินทางมาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นประจำ และทุกครั้งที่เดินทางมายังพื้นที่ จะต้องแวะมาที่วัดพุทไธศวรรย์ เนื่องจากเป็นวัดที่มีความสงบและตนเองมีความศรัทธาอยู่เดิม
นายสุทัศน์กล่าวว่า อยากให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลและตรวจสอบเรื่องผู้หญิงหรือสีกาที่เข้ามาอยู่ภายในวัดอย่างจริงจัง โดยเห็นว่าควรเป็นความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เพื่อช่วยกันดูแลและปกป้องพระพุทธศาสนา
“พระที่บวชนาน กิเลสก็อาจเข้ามาได้ แต่เมื่อมีเรื่องเงินเรื่องทองเข้ามาเกี่ยวข้อง บางคนอาจมองข้ามเรื่องบาปบุญ เพราะเมื่อไม่มีแล้วพอเข้ามาแล้วมี ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ก็อาจทำให้มองข้ามเรื่องบาป จนทำให้ภาพลักษณ์ออกมาไม่ดีแบบนี้”
ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัดพุทไธศวรรย์ยังคงเป็นที่จับตาของประชาชน โดยเฉพาะภายหลังอดีตเจ้าอาวาสลาสิกขา และมีการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในวัด ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง
สำหรับประชาชนที่ต้องการเดินทางมาวัดพุทไธศวรรย์ ยังคงสามารถเข้ากราบไหว้พระและประกอบกิจกรรมทางศาสนาในพื้นที่ที่เปิดให้บริการได้ตามปกติ ขณะที่บริเวณกุฏิของอดีตเจ้าอาวาสยังคงถูกเจ้าหน้าที่ปิดกั้น เพื่อรักษาพื้นที่และดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป


