xs
xsm
sm
md
lg

การดำเนินคดีแบบกลุ่ม เป็นเพียงวิธีการ ไม่ใช่การตัดสินถูก-ผิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กรณี “ปลาหมอคางดำ” กำลังเข้าสู่อีกหนึ่งขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ศาลอุทธรณ์มีกำหนดพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการดำเนินคดีแบบกลุ่มหรือไม่ แต่ก่อนที่จะตีความคำสั่งของศาล สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ “การอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม” ไม่ใช่การตัดสินว่าจำเลยผิด หรือโจทก์เป็นฝ่ายถูก และไม่ใช่การชี้ขาดว่าใครเป็นต้นเหตุของปัญหาเหตุผลก็เพราะ “การดำเนินคดีแบบกลุ่ม” หรือ Class Action เป็นเรื่องของ กระบวนพิจารณา ไม่ใช่ เนื้อหาแห่งคดี  กล่าวง่าย ๆ คือ ศาลกำลังพิจารณาว่า “คดีนี้ควรดำเนินอย่างไร” ไม่ใช่กำลังวินิจฉัยว่า “ใครผิด” 


คดีแบบกลุ่มคืออะไร
การดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นกลไกที่กฎหมายกำหนดขึ้นสำหรับข้อพิพาทที่มีบุคคลจำนวนมากได้รับความเสียหายหรือมีข้อเรียกร้องในลักษณะร่วมกัน เพื่อให้ข้อพิพาทเหล่านั้นสามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและได้รับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ 

สำหรับประเทศไทย หลักเกณฑ์ดังกล่าวบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 222/1 ถึงมาตรา 222/49 การที่มีผู้เสียหายจำนวนมากจึงไม่ได้หมายความว่าคดีนั้นจะเป็น “คดีแบบกลุ่ม” โดยอัตโนมัติ ผู้ร้องต้องขออนุญาตต่อศาล และศาลต้องพิจารณาว่าคดีมีเงื่อนไขเหมาะสมที่จะดำเนินด้วยวิธีดังกล่าวหรือไม่ โดยจำเลยมีสิทธิโต้แย้งคัดค้าน 

สิ่งที่ศาลต้องพิจารณาในขั้นตอนนี้ จึงเป็นเรื่องของความเหมาะสมของ “วิธีดำเนินคดี” เช่น ข้อเรียกร้องของสมาชิกกลุ่มมีประเด็นร่วมกันหรือไม่ การดำเนินคดีแบบกลุ่มเหมาะสมและมีประสิทธิภาพกว่าการให้ผู้เสียหายแต่ละรายฟ้องคดีแยกกันหรือไม่ รวมถึงความเหมาะสมของผู้แทนกลุ่มและทนายความ  ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่การพิจารณาว่า ข้อกล่าวอ้างของโจทก์เป็นจริงหรือไม่ หรือจำเลยต้องรับผิดหรือไม่ 

แล้วกรณีปลาหมอคางดำหมายความว่าอย่างไร
กรณีปลาหมอคางดำมีผู้ได้รับผลกระทบหลายราย และมีข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการแพร่ระบาดของปลา จึงมีการขอให้ศาลพิจารณาว่าข้อพิพาทดังกล่าวมีลักษณะเหมาะสมที่จะดำเนินคดีแบบกลุ่มหรือไม่  ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 กันยายน 2569 จึงไม่ใช่คำตอบว่า “ใครเป็นผู้ผิดในกรณีปลาหมอคางดำ”แต่เป็นคำตอบว่า “ข้อพิพาทนี้เหมาะสมที่จะนำเข้าสู่กระบวนพิจารณาแบบกลุ่มหรือไม่” สองคำถามนี้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

หากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ก็หมายความเพียงว่าคดีสามารถเดินหน้าต่อไปภายใต้กระบวนพิจารณาแบบกลุ่ม ตามหลักเกณฑ์และขอบเขตที่ศาลกำหนด  ไม่ได้หมายความว่า ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิด  ไม่ได้หมายความว่าศาลวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยเป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด
และไม่ได้หมายความว่า สมาชิกกลุ่มได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้เสียหายจากการกระทำของจำเลย 
ในทางกลับกัน หากศาลไม่อนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ก็ไม่ได้หมายความว่าโจทก์แพ้คดี หรือข้อเรียกร้องไม่มีมูลเพียงแต่ข้อพิพาทนั้นไม่ผ่านเงื่อนไขที่จะใช้กระบวนพิจารณาแบบกลุ่มและไม่ได้ตัดสิทธิในการดำเนินคดีตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

“รับเป็นคดีกลุ่ม” ไม่ใช่ “รับว่าผิด”
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะคำว่า “ศาลรับเป็นคดีกลุ่ม” อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ง่ายว่า ศาลได้พิจารณาแล้วว่าฝ่ายจำเลยมีความผิดแต่ในทางกฎหมาย ทั้งสองเรื่องอยู่คนละขั้นตอน การอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม คือการตัดสินใจเรื่อง “รูปแบบของกระบวนพิจารณา”  ขณะที่การวินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิดหรือไม่ คือการตัดสิน “เนื้อหาแห่งคดี” 
หลังจากมีคำสั่งอนุญาต คดีจึงยังต้องดำเนินต่อไป มีการกำหนดขอบเขตของกลุ่ม การบอกกล่าวสมาชิก และเข้าสู่การพิจารณาพยานหลักฐานของคู่ความ โจทก์ยังมีหน้าที่พิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของตน ขณะที่จำเลยยังมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการต่อสู้คดี นำพยานหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวอ้าง และนำสืบข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของตนท้ายที่สุด ศาลจึงจะพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดว่า ใครมีสิทธิ ใครมีหน้าที่ จำเลยต้องรับผิดหรือไม่ และหากต้องรับผิด จะต้องรับผิดเพียงใด 
ไม่ว่าคำสั่งจะออกมาในทางใด สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคือหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรม ผู้กล่าวอ้างต้องพิสูจน์ข้อกล่าวอ้าง ผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับโอกาสต่อสู้คดี และความรับผิดจะเกิดขึ้นต่อเมื่อศาลได้พิจารณาเนื้อหาแห่งคดีและมีคำวินิจฉัยจากพยานหลักฐานแล้ว