ปราจีนบุรี – เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรง-เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ออกแถลงการณ์เรียกร้องกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยุติกระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงทางวินัย “กำนันประภาส รักศรี” กำนันตำบลบ่อทอง อ.กบินทร์บุรี หลังเข้าร่วมชุมนุมคัดค้านการขยายพื้นที่ EEC มายังปราจีนบุรี พร้อมขึ้นเวทีปราศรัยในฐานะ “ประชาชนคนปราจีนบุรี” ยืนยันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อสะท้อนปัญหามลพิษและผลกระทบสิ่งแวดล้อม
วันนี้ (10 ก.ย.) เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรง และเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ได้ออกแถลงการณ์ ณ ที่ว่าการอำเภอกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กรณีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางวินัยต่อ กำนันประภาส รักศรี ภายหลังเข้าร่วมการชุมนุมของเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ระหว่างวันที่ 17-23 ส.ค. 69 บริเวณศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี
การชุมนุมดังกล่าวมีเป้าหมายเรียกร้องให้ยุติการขยายพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ประโยชน์ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่
เครือข่ายระบุว่า ในระหว่างการชุมนุม กำนันประภาสได้ขึ้นปราศรัยในฐานะ “ประชาชนคนปราจีนบุรี” เพื่อสะท้อนข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและปัญหามลพิษ โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.บ่อทอง อ.กบินทร์บุรี และจังหวัดปราจีนบุรีโดยรวม
แต่ภายหลังการชุมนุม เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 69 ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกำนันประภาส โดยอ้างว่ามีบุคคลไม่ประสงค์ออกนามยื่นร้องเรียนกรณีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจากการเข้าร่วมชุมนุม
ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 69 กำนันประภาสได้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว
เครือข่ายตั้งข้อสังเกตกระบวนการสอบสวนเร่งรัด
เครือข่ายฯ ระบุว่า มีความกังวลต่อกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เห็นว่าเกิดขึ้นอย่างเร่งรัด และมองว่าเป็นการตั้งเรื่องร้องเรียนที่ไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกันยังมีการกล่าวหาว่าการชุมนุมของเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเครือข่ายยืนยันว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
เครือข่ายยืนยันว่า การชุมนุมเป็นการรวมตัวโดยสงบและปราศจากอาวุธ เพื่อแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องในประเด็นสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อจังหวัดปราจีนบุรี โดยระบุว่าได้ดำเนินการแจ้งการชุมนุมและปฏิบัติตามขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด
ส่วนกรณีกำนันประภาสขึ้นปราศรัย เครือข่ายมองว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทั้งในฐานะประชาชนและผู้นำชุมชน เพื่อสะท้อนปัญหามลพิษอุตสาหกรรมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งควรได้รับการคุ้มครอง
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องการกล่าวให้ร้ายผู้บังคับบัญชาและการไม่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชนนั้น เครือข่ายเห็นว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยระบุว่าเนื้อหาการปราศรัยเป็นการพูดถึงสถานการณ์และผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมถึงวิพากษ์กลไกการควบคุมกำกับดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชิงระบบ มิได้มุ่งกล่าวถึงบุคคลใดเป็นการเฉพาะ
นอกจากนี้ เครือข่ายยังตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงถูกแต่งตั้งขึ้นภายในเวลาอันสั้นหลังสิ้นสุดการชุมนุม และเป็นวันเดียวกับที่จังหวัดระบุว่าได้รับหนังสือร้องเรียนจากบุคคลไม่ประสงค์ออกนาม
จี้ มท.ยุติสอบวินัย-คุ้มครองสิทธิประชาชน
เครือข่ายรักษ์ลุ่มน้ำพระปรงและเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง จึงมีข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย 2 ข้อ ได้แก่
1. ขอให้ยุติกระบวนการสอบสวนทางวินัยกำนันประภาส รักศรี จากกรณีการเข้าร่วมชุมนุมและแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นสาธารณะ พร้อมขอให้แจ้งผลการยุติเป็นลายลักษณ์อักษร
2. ขอให้รับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผู้นำชุมชน และข้าราชการทุกคน ในการแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นที่ดิน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาอุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิตประชาชน
เครือข่ายย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ต้องการให้กระบวนการของรัฐดำเนินไปบนหลักนิติรัฐ ความเป็นธรรม ความโปร่งใส และการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน
หากยังไม่มีการยุติกระบวนการสอบสวน หรือไม่มีการชี้แจงและรับรองความเป็นธรรมแก่กำนันประภาส เครือข่ายเตรียมเดินทางไปยื่นหนังสือต่อกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ตรวจสอบและพิจารณาให้ความเป็นธรรมต่อไป โดยยืนยันว่าจะดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและสันติวิธี
เครือข่ายฯ ระบุในแถลงการณ์ทิ้งท้ายว่า การปกป้องสิทธิของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นต่ออนาคตของบ้านเกิด ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการกระทำความผิด แต่เป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย


