xs
xsm
sm
md
lg

เตือนภัยขั้นสุด! นักวิชาการชี้สัญญาณอันตราย หวั่น “ปลาหมอคางดำ” บุกเขื่อนลำปาว ลามสู่ลุ่มน้ำสายหลักอีสาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กาฬสินธุ์-วิกฤตเอเลี่ยนสปีชีส์ซ้ำรอย! จากคลองสมุทรสงครามสู่หัวใจอีสาน เมื่อ “ปลาหมอคางดำ” แพร่กระจายเข้าสู่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ จุดเชื่อมโยงสำคัญก่อนถึงแม่น้ำโขง แหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนกว่า 60 ล้านคน ชี้ชัดนี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่คือ "ฝีมือมนุษย์" ที่อาจนำไปสู่หายนะทางชีวภาพระดับภูมิภาค


วันนี้( 10 ก.ย.)ที่อาคารประมง สาขาเทคโนโลยีการประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้มีการประชุมกลุ่มย่อยนักวิชาการด้านการประมง เกี่ยวกับปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่เขื่อลำปาว และจากการติดตามการระบาดของ "ปลาหมอคางดำ" เอเลี่ยนสปีชีส์ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับระบบนิเวศลำคลองและวิถีชีวิตชาวประมงชายฝั่งในจังหวัดสมุทรสงคราม ก่อนลุกลามไปยังภาคใต้ กำลังกลายเป็นวิกฤตระดับชาติรอบใหม่

ล่าสุดมีการยืนยันการพบปลาชนิดนี้ใน เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของลุ่มน้ำโขง อาจนำไปสู่หายนะทางชีวภาพระดับภูมิภาค

ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ นักวิชาการจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า นี่คือสัญญาณอันตรายที่สุดในรอบปี เพราะเป็นการแพร่ระบาดข้ามลุ่มน้ำ ซึ่งอาจกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในลุ่มน้ำโขงที่มีประชากรกว่า 60 ล้านคน พึ่งพาอาศัยอยู่โดยตรง

เพราะ จุดที่น่ากลัวของปลาหมอคางดำคือการเป็น "ทั้งนักล่าและนักแพร่พันธุ์" ในตัวเดียวกัน ปลาเจ้าถิ่นที่ทำหน้าที่เป็นผู้ล่าตามธรรมชาติมีจำนวนน้อยเกินกว่าจะควบคุมประชากรของมันได้ โดยเฉพาะในเขตน้ำตื้นซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ปลาเจ้าถิ่นเข้าไม่ถึง ทำให้ปลาหมอคางดำแพร่ขยายได้อย่างอิสระ


ผศ.ดร.ไชยณรงค์ ยืนยันหนักแน่นว่า เส้นทางแม่น้ำโขงมีเขื่อนกั้นจำนวนมาก ทำให้ปลาไม่มีทางว่ายทวนน้ำมาถึงเขื่อนลำปาวได้เอง สาเหตุจึงต้องเป็นฝีมือมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการปนเปื้อนมากับลูกปลาที่นำมาเลี้ยงในกระชัง หรือกรณีที่เลวร้ายกว่านั้นคือ อาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม ที่จงใจปล่อยปลาชนิดนี้ราวกับการปล่อย "ไวรัสคอมพิวเตอร์" เข้าสู่ระบบ ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การพบปลาขนาดเต็มวัยอายุ 6 เดือนเป็นคู่ในเขื่อนลำปาว

ซึ่งสะท้อนว่าการแพร่กระจายอาจไปไกลกว่าที่ตาเห็น และการที่ชาวบ้านช่วยกันจับกินเป็นรายตัวนั้น "ไม่เพียงพอ" ที่จะหยุดยั้งการระบาดได้อีกต่อไป


ด้าน ดร.เกษม เชตวัน อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการประมง คณะเทคโนโลยีการประมง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ทีมนักวิชาการได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่าเป็นฝีมือมนุษย์ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มพฤติกรรม ได้แก่ 1.กลุ่มจงใจ — มีบุคคลบางกลุ่มที่มีพฤติกรรมนำสัตว์ที่เป็นปัญหาไปปล่อยตามแหล่งน้ำต่าง ๆ 2.กลุ่มไม่ตั้งใจ — มาจากภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ไม่รู้ว่ามีปลาหมอคางดำปะปนมากับลูกปลาตั้งแต่ขั้นตอนอนุบาลในบ่อดิน ก่อนถูกนำลงกระชังเลี้ยงและหลุดรอดสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ดร.เกษมอธิบายเพิ่มเติมว่า ปลาชนิดนี้แม้จะกินได้ แต่มีคุณสมบัติที่ทำให้ควบคุมยากอย่างยิ่ง คือ ขยายพันธุ์ทุกเดือน อัตรารอดตายสูง และอยู่รวมกันเป็นฝูงเพื่อป้องกันตัว ซึ่งพฤติกรรมการอยู่รวมฝูงนี้เองที่ทำให้มันกลายเป็นนักล่าที่ทรงประสิทธิภาพ เขื่อนลำปาว 5,000 ตร.กม. จุดเสี่ยงแพร่ต่อสู่ลุ่มน้ำชี-มูล ด้วยพื้นที่รับน้ำกว่า 5,000 ตารางกิโลเมตร ของเขื่อนลำปาว ทำให้ปลาหมอคางดำกระจายตัวได้ง่าย

ขณะที่ชาวประมงจับได้เฉพาะตัวขนาดใหญ่ที่ติดเครื่องมือประมง ส่วนตัวเล็กและตัวอ่อนยังคงหลงเหลือและแพร่กระจายต่อในแหล่งน้ำ”

“พฤติกรรมการฟักไข่ที่น่าสนใจว่า แม้ตัวผู้จะอมไข่ไว้ในปากเพื่อฟอกออกซิเจนตลอดเวลา แต่เมื่อต้องหาอาหารกินก็จำเป็นต้องสำรอกไข่ออกมาบางส่วน ทำให้มีไข่และตัวอ่อนบางส่วนหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะอยู่เสมอ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ทำให้การระบาดขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง”ดร.เกษม กล่าวและย้ำว่า




หากไม่เร่งควบคุม เส้นทางการแพร่ระบาดต่อจากนี้จะไหลจากเขื่อนลำปาวลงสู่ ลำน้ำชีที่บ้านเป้าโดน อำเภอร่องคำ ก่อนลุกลามไปยัง ลำน้ำชี ลำเซบาย และลำน้ำมูล ตามลำดับ ทางออกที่เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดคือการระดมพลังจากชุมชน โดยเฉพาะ ชุมชนประมงพื้นบ้านรอบเขื่อนลำปาว ชุมชนที่ใช้ประโยชน์จากน้ำเขื่อนลำปาว เครือข่ายชุมชนตามเส้นทางน้ำ ตั้งแต่ลำน้ำชี ลำเซบาย จนถึงลำน้ำมูล

ต้องช่วยกัน เฝ้าระวังและแจ้งเบาะแส ทันทีที่พบการระบาดในพื้นที่ใหม่ พร้อมประสานข้อมูลกับหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาครัฐเพียงลำพังมีข้อจำกัดด้านกำลังคนและพื้นที่ ต้องอาศัยเครือข่ายนักวิชาการทั้งในและนอกระบบราชการเข้ามาเสริมทัพ