xs
xsm
sm
md
lg

ชาวประมงแม่กลองมีความหวัง! ศาลปกครองสั่งกรมประมงทำแผนยับยั้ง “ปลาหมอคางดำ” จี้รัฐประกาศภัยพิบัติ เปิดทางเยียวยา ลุ้นต่อ 14 ก.ย. ศาลแพ่งชี้ชะตาคดีแบบกลุ่ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สมุทรสงคราม – ชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในสมุทรสงครามมีความหวัง หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาคดีการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” มีคำสั่งให้กรมประมง จัดทำแผนและมาตรการเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาด ขอให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการผู้ว่าฯสมุทรสงคราม พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อเปิดทางช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

คำพิพากษาดังกล่าวสร้างความหวังให้กับชาวประมงและเกษตรกรในพื้นที่ หลังต้องเผชิญปัญหาปลาหมอคางดำแพร่ระบาดมาเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรสัตว์น้ำ และอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเกษตรกรบางรายได้รับความเสียหายอย่างหนักจนแทบไม่สามารถประกอบอาชีพต่อไปได้

นายปัญญา โตกทอง แกนนำเครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง ชาว ต.แพรกหนามแดง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านในลุ่มน้ำแม่กลองได้รับผลกระทบอย่างมาก หลายครอบครัวมีรายได้ลดลง บางรายถึงขั้นต้องนำทรัพย์สินและของเก่าออกมาขายเพื่อประคับประคองครอบครัว

จึงมองว่าคำพิพากษาครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ภาครัฐต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งการควบคุมการแพร่ระบาด การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ รวมถึงการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกษตรกรต้องการเห็นหลังจากนี้คือหน่วยงานรัฐนำคำพิพากษาไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศให้กลับมาใกล้เคียงสภาพเดิมก่อนเกิดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งความหวังสำคัญของชาวสมุทรสงคราม ต้องจับตาในวันที่ 14 ก.ย. 2569 หลังศาลแพ่งกรุงเทพใต้เตรียมพิจารณาคดีที่ภาคประชาชนแม่กลองยื่นฟ้องกลุ่มบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าปลาหมอคางดำ โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ศาลจะมีคำสั่งให้ดำเนินคดีในลักษณะ “คดีแบบกลุ่ม” หรือไม่

นายปัญญา กล่าวว่า มีความคาดหวังว่าศาลจะรับคดีดังกล่าวเป็นคดีแบบกลุ่ม เนื่องจากมีเกษตรกรและประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก หากต้องแยกฟ้องเป็นรายบุคคล ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีศักยภาพเพียงพอทั้งด้านค่าใช้จ่ายและกระบวนการทางกฎหมาย

สำหรับคดีดังกล่าวมีการเรียกร้องค่าเสียหายประมาณ 2,000 ล้านบาท และหากคดีสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ก็มีความหวังว่าจะนำไปสู่การชดเชยและเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่ของจังหวัดสมุทรสงครามกว่า 1,000 ราย

ตัวแทนเกษตรกรระบุว่า วันที่ 14 ก.ย.จึงถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญ หากศาลรับเป็นคดีแบบกลุ่ม จะทำให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมีความหวังในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมมากขึ้น แต่หากต้องแยกเป็นคดีรายบุคคล เกษตรกรจำนวนมากอาจไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินคดีด้วยตนเอง

สำหรับชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกรสมุทรสงคราม ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ได้มีเพียงเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรสัตว์น้ำ หลังผลกระทบยืดเยื้อมายาวนานและกระทบต่ออาชีพของคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

จากนี้ต้องจับตาว่าหน่วยงานภาครัฐจะขับเคลื่อนมาตรการตามคำพิพากษาของศาลปกครองให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่วันที่ 14 ก.ย. จะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของชาวสมุทรสงครามในการติดตามคดีภาคประชาชน ซึ่งอาจเป็นอีกช่องทางในการนำความเสียหายไปสู่การเยียวยาและฟื้นฟูอาชีพของผู้ได้รับผลกระทบต่อไป