เปิดปมส่งออก “ปลาหมอคางดำ” 11 บริษัท 3.2 แสนตัว ก่อนพบการระบาด ศาลปกครองชี้รัฐละเลยหน้าที่ สั่งเร่งแก้ปัญหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำยังมีประเด็นที่ต้องตรวจสอบอีกหลายด้าน โดยล่าสุดเครือข่ายเสียงจากป่าได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในการกำกับดูแลการนำเข้า–ส่งออกปลาหมอคางดำ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
ประเด็นที่เครือข่ายฯ ต้องการให้ตรวจสอบ คือ เส้นทางและเอกสารการส่งออกปลาหมอคางดำจากประเทศไทยในช่วงปี 2556–2559 โดยพบข้อมูลว่า มีบริษัทปลาสวยงาม 11 บริษัท ส่งออกปลาที่ระบุชื่อ Blackchin tilapia รวมกว่า 320,000 ตัว จำนวน 222 ครั้ง ไปยังหลายประเทศ ก่อนที่สังคมจะเริ่มรับรู้ปัญหาการแพร่ระบาดในปี 2560
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐเคยชี้แจงว่า ปลาที่ปรากฏในเอกสารส่งออกดังกล่าวเป็นปลาชนิดอื่น และการระบุชื่อ Blackchin tilapia เกิดจากความคลาดเคลื่อนในการกรอกเอกสาร
ข้อสังเกตสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ปลาที่ถูกส่งออกในช่วงเวลาดังกล่าวมีต้นทางจากที่ใด ใครเป็นผู้เพาะเลี้ยงหรือครอบครอง และระบบตรวจสอบย้อนกลับของภาครัฐในขณะนั้นสามารถยืนยันชนิดและแหล่งที่มาของปลาได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อเอกสารส่งออกระบุชื่อ Blackchin tilapia และชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron ขณะที่ไม่ได้ระบุแหล่งที่มาไว้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน หากการระบุชนิดปลาดังกล่าวเกิดจากการกรอกเอกสารผิดตามที่มีการชี้แจง ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไรซ้ำกว่า 200 ครั้งตลอดระยะเวลา 4 ปี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือดำเนินการอย่างไรกับกรณีดังกล่าว
ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อพิจารณาร่วมกับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ซึ่งวินิจฉัยถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกรมประมงและอธิบดีกรมประมง โดยระบุถึงการละเลยในการติดตาม ตรวจสอบ และควบคุมการศึกษาวิจัย หลังจากมีการอนุญาตให้เอกชนนำเข้าปลาต่างถิ่น
แม้คำพิพากษาดังกล่าวเป็นประเด็นเกี่ยวกับ การนำเข้าและการกำกับดูแลของรัฐ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของระบบติดตาม ตรวจสอบ และควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นอย่างเป็นระบบ ขณะที่ประเด็นการส่งออกในอดีตเองก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่า หน่วยงานรัฐในขณะนั้นมีระบบตรวจสอบชนิด แหล่งที่มา และการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำมากน้อยเพียงใด เข้าข่ายละเลยการปฎิบัติหน้าที่หรือไม่
ทั้งนี้ การพบข้อมูลการส่งออกของบริษัททั้ง 11 แห่ง ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเหล่านี้เป็นต้นเหตุของการแพร่ระบาด แต่เป็นข้อมูลที่ควรได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติม เช่นเดียวกับบทบาทของหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแล โดยทุกฝ่ายควรได้รับโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงก่อนมีการสรุปว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำผิดกฎหมาย
สำหรับคำพิพากษาศาลปกครองกลาง ศาลมีคำสั่งให้กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำ ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด พ.ศ. 2567–2570 และมาตรการอื่นที่จำเป็น โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากร เพื่อให้การดำเนินการบรรลุผลภายใน 180 วัน
นอกจากนี้ ศาลยังมีคำพิพากษาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามพิจารณาออกประกาศพื้นที่ในอำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เฉพาะผู้ได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยให้ดำเนินการภายใน 90 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
คำพิพากษาดังกล่าวจึง ยังไม่ได้ชี้ขาดว่าใครคือต้นเหตุของการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการส่งออก ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนระบบกำกับดูแลและตรวจสอบของภาครัฐในอดีต ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพื่อให้สังคมได้รับคำตอบอย่างครบถ้วนว่า ปลาหมอคางดำเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยและแพร่กระจายไปอย่างไร และแต่ละฝ่ายมีบทบาทในเรื่องนี้เพียงใด


