ตราด – ภาคท่องเที่ยว 3 จังหวัดตะวันออก ส่งสัญญาณน่าห่วง ห้องพักและสถานประกอบการเพิ่มเร็วกว่าความต้องการ ขณะที่กำลังซื้อนักท่องเที่ยวชะลอตัว แม้บางพื้นที่ยอดนักท่องเที่ยวเพิ่ม แต่รายได้ไม่ได้ขยับตาม หวั่นสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยุโรป กระทบความเชื่อมั่นตลาดต่างชาติและการเดินทาง
นายอนุชา เทียนชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มภาคตะวันออก เขต 9 (ระยอง จันทบุรี และตราด) เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวภาคตะวันออกกำลังเผชิญหลายปัจจัยกดดัน โดยเฉพาะจำนวนห้องพักและสถานประกอบการที่เพิ่มขึ้นจนเริ่มเกินความต้องการของตลาด ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจทำให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการต้องรับมือกับกำลังซื้อที่ลดลง
นายอนุชากล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตามองไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เดินทาง แต่คือ “รายได้จากการท่องเที่ยว” เพราะแม้บางจังหวัดจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินจะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน นักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมประหยัดและควบคุมค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันด้านราคา ขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง
สำหรับ จ.ตราด ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวทางทะเล ระยะทางและค่าเดินทางยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวไทย เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว นักท่องเที่ยวจึงต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากขึ้น ส่วนตลาดต่างชาติยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจำนวนมากวางแผนและจองการเดินทางล่วงหน้า หากเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความปลอดภัยหรือความเชื่อมั่น ย่อมมีโอกาสทำให้เกิดการชะลอหรือยกเลิกการเดินทาง
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงปัญหาบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ถือเป็นอีกปัจจัยที่ภาคธุรกิจต้องเฝ้าระวัง เพราะนอกจากกระทบความเชื่อมั่นแล้ว ยังอาจส่งผลต่อเส้นทางการเดินทางและการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางเชื่อมโยงหลายประเทศในภูมิภาค
นายอนุชา เผยอีกว่า ภาคตะวันออกควรเดินหน้าการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะ Wellness Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งพื้นที่มีศักยภาพทั้งด้านธรรมชาติ อาหาร การพักผ่อน และบริการสุขภาพ พร้อมสร้างสินค้าและกิจกรรมที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวให้พักนานและใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น แทนการมุ่งเน้นเพียงจำนวนผู้เดินทาง
ส่วนการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. ในหลายพื้นที่ภาคตะวันออก นายอนุชา ระบุว่า อาจมีผลต่อทิศทางการทำตลาดในระดับพื้นที่บ้าง แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบมาก เนื่องจากการดำเนินงานยังอยู่ภายใต้นโยบายของส่วนกลาง อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนต้องการให้ผู้บริหารชุดใหม่เร่งทำงานร่วมกับผู้ประกอบการและเข้าใจสถานการณ์เฉพาะของแต่ละจังหวัดมากขึ้น
อีกประเด็นที่ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐเร่งจัดการคือ แรงงานต่างด้าว ซึ่งยังมีความจำเป็นต่อภาคท่องเที่ยว เกษตร และธุรกิจบริการ หากแรงงานกลุ่มนี้หายออกจากระบบจำนวนมาก ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง จึงเสนอให้รัฐพิจารณาเปิดช่องทางขึ้นทะเบียนแรงงานที่ยังอยู่ในประเทศไทยเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง เพื่อให้ทั้งนายจ้างและแรงงานสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ และช่วยลดปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจ
สำหรับตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวในบางพื้นที่อาจยังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง เนื่องจากผู้ประกอบการบางส่วนยังไม่ได้อยู่ในระบบหรือขึ้นทะเบียนไม่ครบถ้วน จึงควรพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลให้ครอบคลุม เพื่อให้ภาครัฐและเอกชนสามารถนำข้อมูลจริงมาวางแผนรับมือกับสถานการณ์ท่องเที่ยวได้อย่างแม่นยำ
ทั้งนี้ ภาคเอกชนมองว่า ช่วงที่เหลือของปีจำเป็นต้องติดตามทั้งกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่การเพิ่มรายได้ต่อหัวและสร้างตลาดใหม่จะเป็นโจทย์สำคัญในการประคองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เดินหน้าต่อไป


