ฉะเชิงเทรา – อดีตเจ้าของที่ดินเดิมนั่งไม่ติด หลังภาพและบทสัมภาษณ์กรณีสุสานยิวถูกเผยแพร่ในหลายสำนักจนกลายเป็นกระแส เจ้าตัวขอลงพื้นที่ดูด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรกในรอบ 7-8 ปี พร้อมพาสื่อชี้แนวเขตที่ดินเดิม ระบุสังเกตเห็นกำแพงด้านหน้าสุสานกั้นซ้อนกัน 2 ชั้น มองว่าเป็นเรื่องผิดวิสัยและอาจมีเหตุผลบางอย่างที่ต้องปิดบังจากสายตาคนนอก
วันนี้ (5 ก.ย.) นายสันต์ ศรีเจริญ อายุ 74 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.เสม็ดใต้ และอดีตรองนายก อบต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา อดีตเจ้าของที่ดินบริเวณที่ถูกใช้เป็นสุสานยิวในปัจจุบัน ได้ชักชวนผู้สื่อข่าวเดินทางลงพื้นที่ เพื่อขอดูสภาพพื้นที่จริงและชี้แนวเขตที่ดินที่เคยครอบครองด้วยตนเอง
นายสันต์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาไม่ได้เดินทางลงมาดูพื้นที่ดังกล่าวนานประมาณ 7-8 ปีแล้ว แม้จะเคยขับรถผ่านบ้างขณะเดินทางไปทำธุระ แต่ไม่เคยจอดรถลงมาดูพื้นที่อย่างจริงจัง สาเหตุที่ตัดสินใจเดินทางมาครั้งนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว โดยยืนยันว่าตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายที่ดินให้ชาวยิว ก่อนที่ข้อมูลและภาพการให้สัมภาษณ์จะถูกนำไปเผยแพร่ต่อในสื่อหลายสำนักและสื่อออนไลน์
จนเจ้าตัวระบุว่าปัจจุบันแทบจะเห็นภาพของตนปรากฏอยู่บนหน้าจออยู่ตลอดทั้งวัน แม้กระทั่งเวลาออกไปเดินตลาด ยังมีประชาชนเข้ามาทักและพูดคุยถึงเรื่องดังกล่าว โดยกระแสที่เกิดขึ้นแพร่ไปทั้งในพื้นที่ตัวเมืองฉะเชิงเทราและตำบลที่ตนพักอาศัย จึงเกิดความรู้สึกอยากกลับมาดูพื้นที่ดังกล่าวด้วยตาตนเองอีกครั้ง เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณด้านหน้าสุสานยิว นายสันต์ ได้พยายามส่องเข้าไปภายในผ่านช่องว่างบริเวณประตูและห่วงโซ่คล้องกุญแจ พร้อมพาผู้สื่อข่าวเดินดูและชี้แนวเขตพื้นที่เดิมที่เคยครอบครอง โดยอธิบายถึงรูปร่างและขนาดของที่ดินในอดีต
นายสันต์ ระบุว่า เดิมที่ดินมีเนื้อที่รวมกว่า 15 ไร่ และเป็นพื้นที่แปลงเดียวกัน มีแนวด้านหน้าติดถนนยาวกว่า 200 เมตร โดยพื้นที่บริเวณดังกล่าวเดิมมีลักษณะเป็นที่นา หลังจากเจ้าของเดิมซึ่งเป็นชาวกรุงเทพฯ ปล่อยให้มีการเช่าทำนา ก่อนที่ภายหลังจะมีการซื้อขายเปลี่ยนมือ
สำหรับที่ดินแปลงที่นายสันต์เคยขาย ระบุว่ามีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ 2 งาน ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีส่วนปลายแหลมออกมาเพียงประมาณ 20 ตารางวา อยู่ใกล้บริเวณแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ภายหลังการขาย เจ้าของรายใหม่ได้มีการปรับถมพื้นที่เพื่อเตรียมแบ่งขาย โดยปัจจุบันพื้นที่ส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นสุสานและมีการก่อสร้างกำแพงล้อมรอบ เนื้อที่ที่ใช้เป็นสุสานประมาณ 6 ไร่ ตามที่นายสันต์กล่าวอ้าง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นายสันต์สังเกตเห็นจากการกลับมาดูพื้นที่ครั้งนี้ คือบริเวณด้านหน้าสุสานมีการก่อสร้างกำแพงและแนวรั้วลักษณะกั้นซ้อนกันถึง 2 ชั้น ทำให้บุคคลภายนอกไม่สามารถมองเข้าไปภายในพื้นที่ได้โดยตรง
นายสันต์ มองว่า ลักษณะการก่อสร้างดังกล่าวแตกต่างจากสิ่งที่พบเห็นโดยทั่วไป และตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเหตุผลบางประการที่ต้องทำแนวกั้นเพื่อบดบังสายตา โดยเฉพาะพื้นที่ด้านหลังแนวกำแพงชั้นที่ 2 ซึ่งบุคคลภายนอกไม่สามารถมองเห็นได้ ข้อสังเกตดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นจากการกลับมาดูพื้นที่ด้วยตนเอง และต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ รวมถึงรายละเอียดการก่อสร้างและการครอบครองที่ดินให้เกิดความชัดเจนต่อไป


