เชียงใหม่-คาเฟ่สิงโตเชียงใหม่แจงกรณีนักท่องเที่ยวจีนโดนกัดหน้าเป็นแผล ระบุไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อห้ามในการใช้บริการ ยืนยันรับผิดชอบและดูแลอย่างดี พร้อมเพิ่มมาตรการเข้มความปลอดภัย ย้ำเรื่องจริงไม่ได้รุนแรงเหมือนที่เป็นข่าว
จากกรณีที่โซเชียลมีเดียเผยแพร่เรื่องราวของนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่และมาเที่ยวที่คาเฟ่สิงโตแห่งหนึ่งบริเวณถนนช้างคลานแล้วถูกสิงโตกัดเข้าที่ใบหน้า โดยทางร้านชดเชยเงินจำนวน 4,000 บาท ซึ่งกรณีดังกล่าวกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ในเวลาต่อมาทางเจ้าหน้าที่ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เข้าตรวจสอบคาเฟ่ดังกล่าวและได้ชี้แจงว่าคาเฟ่ดังกล่าวนำลูกสิงโตมาเลี้ยงและจัดแสดงโดยมีใบอนุญาตถูกต้องและเป็นสิงโตที่ถูกฝังไมโครชิพยืนยันว่าเป็นสิงโตที่มีการเลี้ยงในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ส่วนเรื่องที่นักท่องเที่ยวถูกลูกสิงโตกัดเข้าที่ใบหน้านั้นทางร้านก็เลยชี้แจง ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยและนักท่องเที่ยวเองไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับรวมทั้งข้อห้ามของทางร้านในการที่จะเข้าไปใกล้ชิดกับลูกสิงโตเองซึ่งทางร้านก็ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการผ่านนักท่องเที่ยวรายดังกล่าวไปทำแผลและให้ฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าทั้งทั้งที่ลูกสิงโตทุกตัวมีการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้ามาแล้วแต่เพื่อความสบายใจของนักท่องเที่ยวตามความประสงค์ได้พาไปฉีดวัคซีนในเข็มแรกโดยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยไม่มีการติดใจเอาความใดๆ จากนักท่องเที่ยวตายดังกล่าวซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการตักเตือนให้ทางร้านเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวพยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสใกล้ชิดรวมทั้งหากเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นอีกก็ให้รีบแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่รับทราบ
รายงานข่าวแจ้งว่าล่าสุดจากการลงพื้นที่และสอบถามเรื่องราวที่คาเฟ่ดังกล่าวชื่อว่า Lion World Café ตั้งอยู่บนถนนช้างคลานอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายสยาม ตามี ผู้จัดการของร้าน เปิดเผยเรื่องดังกล่าวว่าเหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ส.ค.69 เวลาประมาณ 13.20 น. โดยมีนักท่องเที่ยวชาวจีน 4 คน เข้ามาใช้บริการและมีนักท่องเที่ยวชาย 2 คน ที่เข้าไปถ่ายภาพกับลูกสิงโต ซึ่งตามระเบียบขั้นตอนและข้อห้ามของทางร้านจะต้องมีการทำความสะอาดฆ่าเชื้อที่มือและจะต้องเข้าไปคู่กับเจ้าหน้าที่ของทางร้านที่สำคัญจะต้องไม่เข้าไปสัมผัสหรือใกล้ชิดลูกสิงโตโดยตรงทันทีที่เข้าไป เพราะปกติแล้วลูกสิงโตก็จะกลัวและหวาดระแวงกับสิ่งมีชีวิตที่ตัวใหญ่กว่า ดังนั้นเมื่อเข้าไปตอนแรกก็จะต้องนั่งอยู่นิ่งนิ่งสร้างความคุ้นเคยให้กับลูกสิงโตซึ่งลูกสิงโตอายุเพียงสองเดือนมีขนาดใหญ่กว่าแมวเล็กน้อยนิสัยก็จะขี้เล่นซุกซนก็จะปรับตัว สร้างความคุ้นเคยและจะค่อย ๆ เข้ามาหาตัวนักท่องเที่ยวเอง โดยนักท่องเที่ยวก็ ต้องห้ามสัมผัสหรืออุ้มโดยตรงทันที
แต่ปรากฏว่า นักท่องเที่ยวจีนคนหนึ่งคว้าลูกสิงโตสีขาวเข้ามาอุ้มกอดทันทีแต่ไม่ได้เอามาใกล้กับใบหน้า แม้ว่าลูกสิงโตจะตกใจแต่ก็ไม่ได้แสดงความหวาดกลัว ขณะที่อีกคนซึ่งเป็นคนที่ได้รับบาดเจ็บก็คว้าตัวลูกสิงโตสีน้ำตาลเข้ามากอดและเอามาใกล้กับใบหน้าทำให้ลูกสิงโตซึ่งตกใจจึงแว้งกัดงับเข้าที่ใบหน้าเบาเบาจึงทำให้เกิดเป็นแผลลักษณะคล้ายแผลรอยถลอก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้รีบเข้าไปแยกสิงโตออกมาก่อนที่จะทำแผลการล้างแผลทำความสะอาดให้ และหลังจากเกิดเหตุนักท่องเที่ยวเองก็ไม่ได้ติดใจเอาความแถมยังขอเข้าไปเล่นกับลูกสิงโตอีกรอบ ก่อนจะกลับนักท่องเที่ยวขอให้ทางร้านพาไปฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักและพิษสุนัขบ้า แม้ทางร้านจะยืนยันว่าลูกสิงโตทุกตัวมีการฉีดวัคซีนมาเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตามเพื่อความสบายใจทางร้านก็ได้คืนเงินค่าแพ็กเกจทั้งหมดและพาไปฉีดวัคซีนโดยเข็มแรกทางร้านรับผิดชอบค่าใช้จ่ายกับทางโรงพยาบาลให้ทั้งหมด ส่วนอีกสี่เข็มที่เหลือก็ได้พูดคุยกับตัวนักท่องเที่ยวเองว่าจะให้ทางร้านพาไปฉีดหรือว่าจะไปฉีดเองโดยนักท่องเที่ยวยืนยันว่าจะไปฉีดเองเพราะต้องการที่จะเดินทางท่องเที่ยวและกลับประเทศทางร้าน จึงจ่ายเงินค่าวัคซีนอีก 4 เข็ม ที่เหลือซึ่งตกเข็มละ 800 บาทรวมทั้งสิ้น 3,200 บาท แต่ทางร้านก็ได้ให้เงินไปทั้งหมด 4,000 บาท เพื่อที่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ด้วย ซึ่งตัวนักท่องเที่ยวเองก็ยินดีและรับเงินไปโดยไม่ได้ติดใจเอาความใด ๆ โดยไม่ใช่ค่าทำขวัญอย่างที่เป็นข่าวในประเทศจีน แต่ปรากฏว่ากลับกลายเป็นข่าวขึ้นเมื่อช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยตัวนักท่องเที่ยวเองเพียงแต่โพสต์เรื่องราวของการท่องเที่ยวของตัวเองในโลกโซเชียลเท่านั้นปรากฏว่าสำนักข่าวในประเทศจีนก็ได้หยิบยกเรื่องราวดังกล่าวไปขยายความเป็นข่าว ซึ่งไม่ได้ตรงกับความเป็นจริงทั้งหมดจึงทำให้ทางร้านเองก็ได้รับความเสียหาย และได้รับผลกระทบจากการที่คนเข้าใจผิด ทำให้ยอดการเข้าใช้บริการของนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง
สำหรับลูกสิงโตที่ทางร้าน Lion World Café นำมาจัดแสดงนั้นเป็นการทำคอนแทค กับฟาร์มแห่งหนึ่งซึ่งจะนำลูกสิงโตอายุตั้งแต่ 2-4 เดือน มาจัดแสดง เพราะว่าถ้าเลยอายุสี่เดือนก็อาจจะเป็นอันตราย โดยจะมีการส่งลูกสิงโตมาสลับสับเปลี่ยน เมื่ออายุครบ 4 เดือน ซึ่งสิงโตทุกตัวเป็นสิงโตที่เพาะเลี้ยงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตถูกต้อง รวมทั้งทางร้านเองได้มีการขออนุญาตเปิดกิจการอย่างถูกต้อง ทั้งจากทางเทศบาลนครเชียงใหม่และแจ้งกับทางกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชอย่างถูกต้อง โดยทุกครั้งที่มีการสลับเปลี่ยนลูกสิงโตมาก็จะแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เพื่อมาตรวจสอบ ทุกครั้ง โดยครั้งนี้หลังจากที่เป็นข่าวทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มาตรวจสอบพบว่าทำถูกต้องทุกอย่าง พร้อมทั้งได้ชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าใจ ซึ่งก็ได้ตักเตือนแนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังในการดูแลความปลอดภัย โดยเฉพาะการขอไม่ให้นักท่องเที่ยวหรือคนนอกไม่ควรที่จะใกล้ชิดกับลลูกสิงโตจนเกินไป ซึ่งตอนนี้ทางร้านเองได้เพิ่มมาตรการข้อห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวอุ้มกอดลูกสิงโตขึ้นมาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่มาใช้บริการ
ทั้งนี้ร้าน Lion World Café แห่งนี้ซึ่งมีการจัดลูกสิงโต ลูกค้าสามารถมาใช้บริการอาหารและเครื่องดื่มของคาเฟ่ได้ในราคาปกติไม่มีการบวกราคาเพิ่ม และสามารถนั่งชมความน่ารักของลูกสิงโตได้ ส่วนใครที่ต้องการจะเข้าไปเล่นหรือถ่ายรูปก็จะมีค่าบริการ เพิ่มขึ้น แต่การเข้าไปก็จะต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อห้ามโดยเคร่งครัดและจะมีเจ้าหน้าที่ของทางร้านเข้าไปประกบอยู่ตลอดช่วงของการเข้าไปใกล้ชิด ขณะที่การดูแลก็จะมีการล็อกกุญแจประตูในส่วนของที่ห้องจัดแสดงรวมทั้งประตูเข้าออกของร้านอีกสองชั้น ก่อนหน้านี้ที่จะมีการขออนุญาตเปิดก็ได้มีการขออนุญาตกับชุมชนและได้มีการเข้ามาดูแลตรวจสอบสถานที่เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องของความปลอดภัยกับชุมชนแล้วเช่นกัน โดยหวังว่าต่อจากนี้เมื่อชี้แจงความเข้าใจแล้วก็จะเป็นโอกาสที่ทั้งนักท่องเที่ยวจากต่างชาติรวมทั้งชาวเชียงใหม่เองจะได้มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ป่าหายาก แต่สามารถมาชมได้ง่ายง่ายใจกลางเมืองเชียงใหม่และถือเป็นการช่วยดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาจังหวัดเชียงใหม่ด้วยอีกทาง
ขณะที่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ แม้จะทราบข่าวทางโลกออนไลน์ แต่ก็ยืนยันที่จะมาชมความน่ารักของลูกสิงโตที่คาเฟ่แห่งนี้ ยืนยันว่าลูกสิงโคทั้งหมดน่ารักขี้เล่นซุกซน ไม่ได้ดุร้าย หรือน่ากลัวอย่างที่เป็นข่าวเลย เพียงแต่เราต้องปฏิบัติตามกฎข้อห้าม และเชื่อฟังเจ้าหน้าที่ที่ดูแล ซึ่งเจ้าหน้าที่ของทางร้านจะมาคอยให้ความรู้ และสอนเราว่าจะสัมผัสน้องๆ ได้อย่างไร โดยเฉพาะการเข้าไปหาช่วงแรกต้องสร้างความคุ้นเลยกับน้องๆ ก่อน พอเริ่มคุ้นเลยกันแล้วน้อง ๆ ก็จะเดิมเข้ามาหาและมาเล่นด้วยเอง ไม่ไปอุ้มหรือดึงน้องเข้ามากอด แต่สามารถลูกหัวลูกตัว และเล่นของเล่นกันน้องๆ ได้อย่างใกล้ชิดแต่หากอยากถ่ายภาพใกล้ชิดพี่ๆ ก็จะมาคอยอุ้มให้ถ่าย หรือให้น้องๆ มานั่งข้างๆ เพื่อถ่ายภาพได้ ยืนยันว่าน้องๆ น่ารักทุกตัว ไม่ได้น่ากลัวเหมือนในข่าวเลย


