xs
xsm
sm
md
lg

หวั่นเหล้านอกทะลักทุ่มตลาด-ผูกขาดพันธุ์พืชซ้ำ!11 องค์กรภาค ปชช.เชียงใหม่ ฮือจี้รัฐทบทวนเจรจา FTA ไทย-EU

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เชียงใหม่ - ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเชียงใหม่ 11 องค์กร รวมตัวยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าฯ เรียกร้องนายกฯ-"ศุภจี"-รัฐบาลไทย ทบทวนเจรจา FTA ไทย - สหภาพยุโรป หวั่นทุบเศรษฐกิจฐานราก ค้านเปิดเสรีแอลกอฮอล์ ทำเหล้านอกทะลัก–ละเมิดสิทธิเกษตรกร ผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ยุติการปรับแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช 2542


วันนี้(4 ก.ย.) ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดเชียงใหม่ 11 องค์กร ได้รวมตัวเข้ายื่นหนังสือรียกร้องผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เรียกร้องนายกรัฐมนตรี-รองนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล พิจารณาทบทวนการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป(EU) ยกเว้นการเปิดเสรีหมวดแอลกอฮอล์ และ ตัดบทเฉพาะว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV 1991) ออกจากการเจรจาและยุติการปรับแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช 2542 อย่างเร่งด่วน

ผวาเหล้า เบียร์ ไวน์นอก ไหลบ่าเข้าไทย
ตัวแทนเครือข่ายระบุว่า กังวลเป็นอย่างยิ่งต่อการเจรจา FTA ไทยกับสหภาพยุโรป ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในการเจรจารอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน– 6 ตุลาคม 2569 โดยเฉพาะการลดอากรศุลกากรนำเข้าสุรา เบียร์ ซึ่งในปี 2567 มีบทเรียนการลดภาษีนำเข้าไวน์ 0% ทำให้ผู้ผลิตไวน์ไทยเสียเปรียบด้านราคาเนื่องจากเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (Protection of plant variety rights) ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991

นางกัญญานันท์ ตาทิพย์ ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ภาคเหนือตอนบน กล่าวถึงประเด็นข้อห่วงใยต่อสังคมว่าหากมีการการลดภาษีศุลกากรนำเข้าสุรา เบียร์ จะทำให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้ามีราคาลดลงร้อยละ 19–24 จะส่งผลให้สินค้าต่างชาติทะลักเข้ามาทุ่มตลาด เกิดนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นและอาจทำให้ประเทศสูญเสียรายได้กว่า 10,500 ล้านบาทต่อปี ส่งกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น และผู้ประกอบการสุราชุมชนอย่างรุนแรง

ดังนั้นจึงเสนอยกเว้นและยืดเวลาเปิดเสรี ถอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกจากรายการลดภาษี (Exclusion List) เพื่อสุขภาวะคนไทยและสังคม หากไม่สามารถยกเว้นได้ให้ต่อรองยืดเวลาลดภาษีเป็น 0% ออกไปอย่างน้อย10–15 ปี แบบขั้นบันได เพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยได้ปรับตัว

กำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำ ตามแนวทางและบทเรียนของประเทศอินเดีย เพื่อป้องกันสุราราคาถูกทุ่มตลาดกระทบผู้ประกอบการรายย่อย , ปรับโครงสร้างถาษีสรรพสามิตที่ทำให้รายย่อยสามารถสู้กับรายใหญ่ได้ โดยยึดหลักการเดิมที่มีการเก็บ 2 ระบบ ทั้งแบบปริมาณแอลกอฮอล์และคิดตามมูลค่า รวมทั้งต้องสามารถชดเชยรายได้ที่่เสียไป รักษาเสถียรภาพรายได้ทางภาษีของรัฐ และยังคงเป็นมาตรการที่ลดผลกระทบเชิงลบต่อสุขภาพได้มีประสิทธิภาพ

คุ้มครองอำนาจรัฐและยกเว้น ISDS/ICS สงวนสิทธิรัฐในการออกกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ (ฉลาก โฆษณา-ขายออนไลน์) ยกเว้นการถูกนักลงทุนฟ้องร้องผ่านอนุญาโตตุลาการ (ICS) และออกแบบกฎหมายให้ไม่เลือกปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO)·

สนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนามาตรฐาน กระบวนการผลิตสุราชุมชนให้มีคุณภาพ มีความปลอดภัย เน้นการคุ้มครองผู้บริโภคและลดผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทย , เข้มงวดมาตรการสังคมโดยเพิ่มการบังคับใช้กฎหมาย เช่น การลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด (BAC) ในการขับขี่ตามแบบเกาหลีใต้

ปกป้องเด็กเยาวชนและระบบสาธารณสุข ด้วยการคงอำนาจรัฐในการจำกัดการเข้าถึงแอลกอฮอล์ของ เด็กและเยาวชน (จำกัดสถานทีี่/เวลาขาย/ห้ามขายออนไลน์/ฉลากเตือน) โดยไม่ให้ถือเป็นอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า


UPOV 1991 กับความมั่นคงทางอาหารและสิทธิเกษตรกร
ขณะที่ นางสาวเกษศิรินทร์ พิบูลย์ เจ้าหน้าที่สนามมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ได้กล่าวถึงข้อกังวลในเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (Protection of plant variety rights) ภายใต้อนุสัญญา UPOV 1991 โดยข้อเสนอของสหภาพยุโรปใน Article X.51 ซึ่งมีผลให้ประเทศไทยต้องแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้เป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV Convention) ตามที่ได้มีการแก้ไขทบทวนครั้งล่าสุด ณ กรุงเจนีวา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ. 1991 (UPOV 1991) นั้น จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรในการเก็บรักษาและนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติในการรักษาและพัฒนาสายพันธุ์พืช ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของ ความมั่นคงทางอาหารและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ

เครือข่ายจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา ตัดข้อบทเฉพาะว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV1991) ออกจากการเจรจา ปฏิเสธข้อเสนอ Article X.51 ของสหภาพยุโรป รวมทั้งต้องไม่ยอมรับข้อความใดๆในความตกลง หรือแรงกดดันใดๆที่ส่งผลให้ประเทศไทยต้องแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชให้เป็นตามแนวทางของ UPOV 1991

เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยุติกระบวนการปรับแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ให้สอดคล้องกับ UPOV1991 เนื่องจาก พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชของไทยได้ยึดหลักการคุ้มครองตามความตกลง TRIPS ขององค์การการค้าโลก (WTO) แล้ว