xs
xsm
sm
md
lg

“วราวุธ” แจงสภาฯ เหมืองโพแทชอุดรฯ โปร่งใส ยันยังไม่ขุดแม้แต่เมตรเดียว มี 10 กองทุนเยียวยาเกือบ 4 พันล้าน “อนันต์” จี้ทบทวน EIA หวั่นกระทบชาวบ้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อุดรธานี – “วราวุธ” รมว.อุตสาหกรรม แจงกลางสภาฯ โครงการเหมืองแร่โพแทชอุดรธานี กว่า 2.6 หมื่นไร่ ยืนยันยังไม่มีการขุดเจาะแม้แต่เมตรเดียว อยู่ระหว่างเก็บข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมตรวจสอบ ระบุจัดตั้งกองทุนเกือบ 10 กองทุน เงินสะสมราว 3,700-4,000 ล้านบาท พร้อมเยียวยาหากเกิดผลกระทบ ขณะที่ “อนันต์ อมรินทร์” ส.ส.อุดรฯ จี้ทบทวน EIA และชะลอการขุดเจาะ หวั่นกระทบดิน น้ำ และวิถีชีวิตประชาชน


ช่วงสายวันนี้( 3 ก.ย.) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา โดย นายอนันต์ อมรินทร์ ส.ส.อุดรธานี เขต 1 ตั้งกระทู้ถาม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงความคืบหน้าและผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่โพแทช จ.อุดรธานี ซึ่งมีพื้นที่โครงการกว่า 26,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ อ.เมืองอุดรธานี และ อ.ประจักษ์ศิลปาคม

นายอนันต์กล่าวว่า โครงการเหมืองแร่โพแทชอุดรธานีมีประวัติยาวนานกว่า 40 ปี แม้โพแทชจะเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตปุ๋ยและมีความสำคัญต่อภาคเกษตร แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมควรดำเนินไปพร้อมกับการสร้างความมั่นใจด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อประชาชน ไม่ควรเร่งรัดโครงการจนขาดความรอบคอบ

นายอนันต์ยังอ้างถึงความกังวลของประชาชนกว่า 200 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงการ โดยเฉพาะประเด็น ดินเค็ม ดินทรุด และผลกระทบต่อแหล่งน้ำ พร้อมตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก คือ สถานะของโครงการในปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนใด และยังมีเงื่อนไขหรือประเด็นใดที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมหรือไม่


ประเด็นที่สอง คือ ความเป็นไปได้ในการชะลอการขุดเจาะ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และทบทวนรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และข้อมูลปัจจุบันและประเด็นที่สาม คือ กลไกการร้องเรียนและกองทุนเยียวยา หากเกิดความเสียหายขึ้นจริง ประชาชนจะสามารถเข้าถึงกองทุนได้อย่างไร และต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาเยียวยานานเพียงใด


ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำกับดูแลโครงการอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการทำเหมืองใต้ดินแบบมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้มีตัวแทนชาวบ้านหมู่บ้านละ 2 คน รวมประมาณ 100 คน เข้ามามีส่วนร่วมในการคัดเลือกตัวแทนและตรวจสอบโครงการ อีกทั้งสามารถว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการอิสระเข้ามาตรวจสอบข้อมูลด้านเทคนิคและธรณีฟิสิกส์ได้

สำหรับสถานะการดำเนินโครงการ นายวราวุธยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่มีการขุดเจาะแม้แต่เมตรเดียว โดยอยู่ระหว่างการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐาน หรือ Baseline ทั้งค่าความเค็มของดิน การทรุดตัวของพื้นดิน และคุณภาพน้ำ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมในอนาคต

ส่วนการนำแร่โพแทชขึ้นมาใช้ประโยชน์ คาดว่าจะสามารถนำแร่ก้อนแรกขึ้นมาได้ประมาณปี 2573 ส่วนข้อเสนอให้ชะลอโครงการเพื่อทบทวนการประเมินผลกระทบ รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ที่ผ่านมากระทรวงไม่ได้ดำเนินการเพียง EIA เท่านั้น แต่ยังมีการจัดทำ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA ตั้งแต่ปี 2555 โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งผลการสำรวจพบว่า ประชาชนในพื้นที่ 63% เห็นด้วยกับแนวทางการพัฒนาเหมืองแร่แบบมีเงื่อนไขเฉพาะบางพื้นที่


นายวราวุธยังให้เหตุผลถึงความจำเป็นในการเดินหน้าโครงการว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องนำเข้าโพแทชจากต่างประเทศปีละกว่า 1 ล้านตัน ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น อยู่ที่ประมาณ 12,000-13,000 บาทต่อตัน ดังนั้น หากชะลอการดำเนินโครงการ อาจส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตปุ๋ยของประเทศ

สำหรับข้อกังวลเรื่องการเยียวยาประชาชน นายวราวุธระบุว่า ภาครัฐได้จัดตั้งกองทุนที่เกี่ยวข้องเกือบ 10 กองทุน มีเงินสะสมรวมประมาณ 3,700-4,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเยียวยาผลกระทบ โดยยืนยันว่าหากตรวจพบความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินโครงการ จะมีกลไกในการนำเงินกองทุนมาใช้เยียวยาประชาชน


ช่วงท้ายของการอภิปราย นายอนันต์ได้สอบถามเพิ่มเติมถึงการเปิดเผยข้อมูลการตรวจวัดคุณภาพน้ำ ดิน และสิ่งแวดล้อม โดยเสนอให้มีนักวิชาการอิสระและหน่วยงานภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งนายวราวุธยืนยันว่า กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเปิดเผยข้อมูล และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการ ภายใต้หลักเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้