อุดรธานี- สทนช.ภาค 3 เดินหน้าปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำโขง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 เวทีที่ 2 จังหวัดอุดรธานี ระดมข้อมูลแก้ปัญหาน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ ภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก นำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือSEA กำหนดทิศทางพัฒนาให้สมดุล
วันนี้ ( 2 ก.ย.) ที่ห้องประชุมอภิชา ศูนย์ประชุมนานาชาติ มลฑาทิพย์ ฮอลล์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นายณัฐพงศ์ คำวงศ์ปิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มย่อย ครั้งที่ 1 เวทีที่ 2 โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ปรับปรุงช่วงที่ 1 พ.ศ. 2566-2580
มีนายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชนจากจังหวัดอุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู และเลย เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอข้อมูลปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่
นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 เปิดเผยว่า การจัดทำและปรับปรุงแผนแม่บทครั้งนี้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มาตรา 35 (1) เนื่องจากลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือเป็นลุ่มน้ำข้ามพรมแดน หรือ Transboundary Basin ครอบคลุมพื้นที่ถึง 15 จังหวัด และเป็นพื้นที่ที่เผชิญปัญหาด้านทรัพยากรน้ำมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ ภัยแล้ง และอุทกภัย
ที่ผ่านมา คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือกนช. เห็นชอบให้มีการศึกษาทบทวนและปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของทั้ง 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในปัจจุบัน
สำหรับการปรับปรุงแผนแม่บทลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้ ได้นำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA (Strategic Environmental Assessment) มาใช้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการวางแผน เพื่อประเมินทางเลือกและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว รวมถึงผลกระทบสะสม ก่อนกำหนดทิศทางการพัฒนาให้เหมาะสมกับศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้การใช้ SEA จะช่วยเปิดกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ลดความขัดแย้งในการพัฒนา และทำให้การกำหนดโครงการหรือมาตรการบริหารจัดการน้ำมีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับบริบทด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของพื้นที่
การประชุมครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียร่วมกันตรวจสอบข้อมูลพื้นฐาน วิเคราะห์ประเด็นปัญหาเชิงพื้นที่ และร่วมพิจารณาร่างกรอบการประเมิน หรือ Scoping เพื่อนำข้อมูลและข้อเสนอแนะไปใช้ประกอบการจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำในอนาคต
สำหรับกรอบแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำ แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่การจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
แผนดังกล่าวกำหนดกรอบการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2566-2570 ระยะที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2571-2575 และระยะที่ 3 ระหว่างปี พ.ศ. 2576-2580 เพื่อให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและสามารถติดตามปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา
ขณะเดียวกันการจัดทำแผนยังยึดหลักการสำคัญตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ในเรื่องการบริหารจัดการและจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม โดยแบ่งการใช้น้ำออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่การใช้น้ำเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภค และการเกษตรเพื่อยังชีพ การใช้น้ำเพื่อกิจกรรมเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการประปา รวมถึงการใช้น้ำในกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมากหรือมีการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ
ด้านโครงสร้างการบริหารจัดการ กนช. มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและพิจารณาการใช้น้ำประเภทกิจการขนาดใหญ่ ขณะที่คณะกรรมการลุ่มน้ำมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับลุ่มน้ำ รวมถึงการพิจารณาการใช้น้ำตามประเภทที่กฎหมายกำหนด ส่วนองค์กรผู้ใช้น้ำจะเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนข้อมูลและความต้องการจากภาคประชาชนสู่กระบวนการบริหารจัดการ
การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการรวบรวมข้อมูลปัญหาและความต้องการจากพื้นที่จริง เพื่อนำไปปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือให้มีความรอบด้านมากขึ้น โดยเฉพาะการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดขึ้นซ้ำซาก รวมถึงการสร้างความมั่นคงด้านน้ำควบคู่ไปกับการรักษาระบบนิเวศ และคุ้มครองสิทธิการเข้าถึงทรัพยากรน้ำของประชาชนอย่างยั่งยืน


