ขอนแก่น-สถาบันแม่โขงฯ จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี ประกาศเดินหน้าบทบาทใหม่ เชื่อมพลังความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ยึด “ประชาชน พันธมิตร และความก้าวหน้า” เป็นหัวใจการทำงาน มุ่งสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของภูมิภาค
วันนี้ (31 ส.ค.) ที่ชั้น 2 อาคาร Annex สถาบันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง จ.ขอนแก่น มีการจัดงานครบรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด “Built for People, Partnership, and Progress” โดยมีผู้แทนสภาสถาบันและคณะกรรมการดำเนินงานสถาบันแม่โขง ผู้แทนคณะทูตและสถานกงสุลใหญ่ประเทศในกลุ่ม GMS ประจำ จ.ขอนแก่น ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และพันธมิตรของสถาบันฯ เข้าร่วมงาน
กิจกรรมไฮไลต์เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและสะท้อนแนวทางการดำเนินงานที่ผ่านมา ประกอบด้วย นิทรรศการ "MI Legacy"การ จัดแสดงภาพถ่ายและสื่อทัศนูปกรณ์ถ่ายทอดหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ เพื่อยกย่องบุคคลและภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการเติบโตของสถาบันฯ, การเปิดตัววิดีโอองค์กรชุดใหม่ นำเสนอภายใต้แนวคิด "Built for People, Partnership, and Progress" สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาเพื่อประชาชน หุ้นส่วนความร่วมมือ และความก้าวหน้าของภูมิภาค
ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันแม่โขงฯ กล่าวว่า ใช่วงเริ่มต้นนั้น ประเทศไทยเน้นระบบตลาดเป็นพิเศษ ส่วนประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา ลาว และพม่า ต่างมีปัญหาภายใน ทั้งเรื่องสงคราม นโยบายเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงอิทธิพลจากต่างประเทศ ทำให้ระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศไม่สอดคล้องกัน สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงจึงก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนให้เกิดระบบเศรษฐกิจหรือระบบตลาดในทิศทางเดียวกัน
ส่วนแต่ละประเทศจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยหรือสังคมนิยมย่อมเป็นเรื่องที่แตกต่างกันไป สิ่งสำคัญคือต้องสามารถค้าขายระหว่างกันได้ โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับคำกล่าวของนายชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย
ที่ว่า “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ซึ่งสถาบันฯ ได้ตอบสนองนโยบายนี้ กระทั่งประเทศสมาชิกดำเนินแนวทางด้านตลาดในทิศทางเดียวกันมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นความสำเร็จสำคัญของสถาบันฯ ซึ่งได้จัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ บุคลากร
และเจ้าหน้าที่ภาครัฐเป็นจำนวนมาก
นอกเหนือจากเรื่องระบบตลาด สถาบันฯ ยังดำเนินงานด้านการอำนวยความสะดวก ทั้งเรื่องถนน ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างต่างๆ พร้อมจัดการฝึกอบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และอีกภารกิจสำคัญคือการรับมือปัญหาข้ามพรมแดน ทั้งปัญหาฝุ่น น้ำท่วม บุคลากร อากาศ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันสถาบันฯ ให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัยประเด็นเหล่านี้เป็นพิเศษ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม
ด้านนายสุริยัน วิจิตรเลขการ อดีตผู้อำนวยการบริหารสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า หน้าที่ของสถาบันฯ คือการนำนโยบายและทิศทางที่ผู้นำกำหนดมาสู่การปฏิบัติ โดยวัตถุประสงค์และหัวใจสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่ดี เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ตลอดจนการหารือในประเด็นที่น่าสนใจหรือเรื่องที่ประเทศสมาชิกร่วมกันได้รับผลกระทบ ผลงานตลอดระยะเวลา 30 ปีของสถาบันฯ ครอบคลุมประเด็นพรมแดนและห่วงโซ่มูลค่าข้ามพรมแดน การกระตุ้นให้เกิดการค้าขายระหว่างประเทศ
โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการSMEรวมถึงการพัฒนาศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตร เนื่องจากสินค้าเกษตรในปัจจุบันไม่ได้ใช้เฉพาะภายในประเทศ แต่ยังมีการใช้ในประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องดำเนินงานควบคู่กับการป้องกันโรคในพืชและสัตว์ด้วย โดยหัวใจสำคัญในระยะ 5–6 ปีที่ผ่านมา คือการจัดเวทีสร้างการมีส่วนร่วมในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ทั้งเวทีดำเนินโครงการนำร่องและเวทีที่เรียกว่า ‘การประชุมแม่โขงฟอรั่ม’ ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และตัวแทนผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ได้แสดงความคิดเห็น ร่วมดำเนินงาน และร่วมกันผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
ขณะที่ ดร.อนุลักษ์ กิตติคุณ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงคนใหม่ กล่าวถึงการเข้ารับตำแหน่งว่า สถาบันฯ ดำเนินงานมาอย่างยาวนานจนถึงวาระครบรอบ 30 ปี และมีผลงานหลากหลายด้าน โดยตนรู้สึกยินดีที่ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้บริหารของสถาบันฯ ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งซีอีโอของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เมื่อพ้นวาระจากตำแหน่งเดิมจึงเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยต้องการเข้ามาพัฒนาและเชื่อมโยงการทำงานให้ต่อเนื่อง ตลอดจนยกระดับความร่วมมือระหว่างสมาชิกทั้ง 6 ประเทศให้ก้าวหน้ามากขึ้น
แนวทางสำคัญประกอบด้วยการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น การเสริมสร้างขีดความสามารถในหลายด้าน รวมถึงการผลักดันเรื่องผู้นำ เพราะหากมีผู้นำที่ดีย่อมสามารถขับเคลื่อนงานหลายเรื่องได้ พร้อมมุ่งทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่และการกินอยู่ที่ดีขึ้น โดยใช้ทรัพยากรในเขตแม่น้ำโขงเป็นฐานสำคัญ
สำหรับแนวทางผลักดันให้ประเทศลาวเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางขึ้น ดร.อนุลักษ์กล่าวว่า ลาวมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ และธรรมชาติที่สวยงาม ขณะเดียวกันยังมีการพัฒนาพลังงานสีเขียวและพลังงานสะอาด
แต่การพัฒนาย่อมมีทั้งผลดีและผลเสีย จึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพราะไม่สามารถดำเนินการเพียงประเทศเดียวได้ ซึ่งการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศสมาชิกทั้งหมด โดยสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงถือเป็นกลไกสำคัญ หากลาวดำเนินการได้ดีก็จะช่วยสร้างชื่อเสียงในด้านบวก
แต่การดำเนินงานทั้งหมดต้องเกิดจากความร่วมมือของประเทศสมาชิก เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนให้มากที่สุด ส่วนบทบาทของสถาบันฯ ต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งต่างเป็นประเทศสมาชิกนั้น มองว่าทั้งสองประเทศมีความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา โดยสถาบันฯทำหน้าที่เป็นเวทีผลักดันให้เกิดการพูดคุย ปรึกษาหารือ ทำงานร่วมกัน
และดำเนินโครงการต่าง ๆ ร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงและทำให้ทั้งสองประเทศใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยทางอ้อม
ภายในงานยังมีการเปิดตัวบทเพลงพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี ประพันธ์โดย ดร.วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการบริหารคนแรกของสถาบันโขง และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น
สำหรับการก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 สถาบันโขงเตรียมขับเคลื่อนงานภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ใหม่ โดยเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงบูรณาการ (Nexus Solutions) เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ในระดับภูมิภาค
พร้อมกันนี้ ดร.อนุลักษ์ กิตติคุณ (Dr. Anoulak Kittikhoun) ได้ร่วมส่งสารแสดงความยินดีในโอกาสเตรียมเข้ารับตำแหน่ง ผู้อำนวยการบริหาร สถาบันโขงคนใหม่ โดยได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะนำพาสถาบันฯ เดินหน้าสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งและขับเคลื่อนการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้บทบาทตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงมุ่งมั่นยกระดับศักยภาพผู้นำและบุคลากรผ่านโปรแกรมการพัฒนาต่างๆ สามารถฝึกอบรมบุคลากรโดยตรงแล้วเกือบ 33,000 คน และส่งผ่านองค์ความรู้ไปยังผู้ได้รับประโยชน์ทางอ้อมอีกกว่า 208,000 คนทั่วภูมิภาค ซึ่งผลงานด้านการส่งเสริมความร่วมมือและการพัฒนาที่ยั่งยืนได้รับการยอมรับในระดับสากล การันตีด้วยรางวัลเกียรติยศอย่าง รางวัล ASEAN Prize พ.ศ. 2564 และรางวัลเหรียญรางวัลการพัฒนาชนบท Aziz-Ul Haq ในปี พ.ศ. 2567


