ขอนแก่น-วัดป่าอดุลยารามคึกคัก นักเที่ยวหลายคนจากต่างจังหวัด มาให้กำลังใจเจ้าอาวาส เผยสองสามีภรรยาชาวสมุทรสาคร ติดตามข่าวแล้วบึ่งรถกว่า 500 กม.มาชมวัด พร้อมให้กำลังใจเจ้าอาวาส ชี้ข้อพิพาทที่วัดต้องเคารพกฎหมายและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
วันนี้ (29 ส.ค.) ที่วัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น บรรยากาศภายในวัดช่วงเช้าวันหยุด พบประชาชน ลูกศิษย์ลูกหา และพุทธศาสนิกชนเดินทางเข้ามาทำบุญตามปกติอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ติดตามข่าวข้อพิพาทที่ดินวัด เดินทางมาจากต่างจังหวัด เพื่อให้กำลังใจพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม บางส่วนต้องการมาดูสภาพพื้นที่จริงด้วยตาตนเอง หลังประเด็นดังกล่าวยังมีความเคลื่อนไหวให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง
นายพิชฌ์พงศ์ สุวีรานนท์ อายุ 66 ปี และนางอารี สุวีรานนท์ อายุ 66 ปี สองสามีภรรยาอดีตข้าราชการครูเกษียณ ชาว จ.สมุทรสงคราม ซึ่งขับรถยนต์ส่วนตัวออกจากบ้านเดินทางมายังวัดป่าอดุลยาราม ระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร กล่าวว่าตนและภรรยาติดตามเรื่องดังกล่าวจากข่าวทางโทรทัศน์มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นหลายฝ่ายออกมาพูดถึงประเด็นนี้ จึงพยายามติดตามข้อมูลว่าความเป็นมาที่แท้จริงเป็นอย่างไร รวมทั้งค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่จนทราบว่าในอดีตบริเวณดังกล่าวเคยเป็นป่าช้า และมีเรื่องราวเกี่ยวกับการจับจองที่ดินก่อนจะนำพื้นที่มาใช้เป็นวัด
ส่วนตัวอยากบอกว่า เมื่อทรัพย์สินได้มอบให้ไปแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาเรื่องราวตามหลักการและข้อเท็จจริง โดยเฉพาะบุคคลระดับผู้ใหญ่ที่ออกมาให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ควรพูดอยู่บนหลักการ เพราะคำพูดมีผลต่อความเข้าใจของประชาชนและคนรุ่นหลัง ตนและภรรยาเป็นคนมีการศึกษาและติดตามข้อมูล จึงพอทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และนั่นเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้อยากเดินทางมาให้กำลังใจเจ้าอาวาสด้วยตนเอง จากการดูติดตามข่าวสาร เหมือนคนมีความรู้พูดกับคนไม่มีความรู้ มันจึงเกิดความวุ่นวาย
หลังเข้าพบพระครูอดุลสารนิเทศ ได้บอกกับเจ้าอาวาสว่า วัดเป็นสถานที่ที่ทำให้สาธารณชนมีความสุข อีกทั้งการมีวัดป่าอยู่กลางเมืองถือเป็นสิ่งที่หาได้ยาก เพราะภายในพื้นที่ยังมีต้นไม้และธรรมชาติจำนวนมาก จึงอยากมาดูสถานที่จริง ตนขับรถมาเองกว่า 500 กิโลเมตร ตั้งใจเพียงมากราบเจ้าอาวาสแล้วเดินทางกลับทันที หากมาแล้วไม่ได้พบก็ถือว่าโชคร้าย แต่วันนี้ถือว่าโชคดีที่เดินทางมาทันก่อนที่เจ้าอาวาสจะออกไปปฏิบัติกิจนอกวัด พร้อมกล่าวถึงภรรยาว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรม และมองว่าการได้มาพบเจ้าอาวาสในจังหวะดังกล่าวเป็นเรื่องที่ทำให้ตนรู้สึกขนลุก
สำหรับประเด็นที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานะของวัด เอกสาร และที่มาของพระสงฆ์ นายพิชฌ์พงศ์กล่าวว่า เรื่องต่างๆได้ผ่านกระบวนการและคำตัดสินของศาลแล้ว รวมทั้งกล่าวถึงข้อมูลที่ตนอ้างว่าได้มีการลงในราชกิจจานุเบกษา จึงเห็นว่าควรยึดหลักกฎหมายและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างในมุมมองของตน หากมีผู้บริจาคที่ดินเพื่อสร้างโรงพยาบาล แล้วต่อมาทายาทต้องการที่ดินคืน หากต้องรื้อโรงพยาบาลคืนให้ทั้งหมดก็อาจเกิดความวุ่นวาย มองว่าหลักการเช่นเดียวกันอาจเกี่ยวข้องกับวัด โรงพยาบาล สถานีอนามัย หรือสถานที่สาธารณะในหลายพื้นที่ทั่วประเทศที่ได้รับการบริจาคที่ดินในอดีต
วัดหลายแห่งทั่วประเทศ มีที่ดินจำนวนมากจากการบริจาคของประชาชน บางแห่งมีบ้านเรือนประชาชนอยู่ใกล้หรืออยู่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับวัด ซึ่งสามารถอยู่ร่วมกันโดยอาศัยหลักถ้อยทีถ้อยอาศัย จึงเห็นว่าหากมีการย้อนกลับไปเรียกคืนพื้นที่ที่บริจาคให้สาธารณประโยชน์ทั้งหมด ก็อาจสร้างปัญหาตามมาในวงกว้าง ยืนยันว่าการเดินทางมาครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังบุคคลใด รวมถึงไม่ได้มีความรู้สึกเกลียด “ป้าดา” แต่ต้องการพิจารณาเรื่องตามข้อมูลที่ตนติดตามมา
พื้นที่วัดป่าอดุลยาราม จากที่เดินดูต้นไม้ภายในวัด มองว่าต้นไม้หลายต้นมีอายุไม่น้อย และสะท้อนว่าพื้นที่นี้มีความเก่าแก่ดั้งเดิม โดยกล่าวในเชิงความคิดเห็นว่าบางต้นอาจมีอายุเป็นร้อยปี และเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นควรดำเนินไปตามกติกา อย่างน้อยพื้นที่สีเขียวดังกล่าวก็เปรียบเสมือน “ปอดของเมืองขอนแก่น” หากพื้นที่ถูกนำไปพัฒนาเป็นสิ่งปลูกสร้างในอนาคต เมืองอาจสูญเสียพื้นที่ธรรมชาติที่หาได้ยาก ซึ่งการได้ยินเสียงไก่ขันและได้สัมผัสบรรยากาศธรรมชาติกลางเมือง เป็นสิ่งที่ไม่ได้พบเห็นง่าย หากคนขอนแก่นไม่ร่วมกันอนุรักษ์ไว้ วันหนึ่งอาจต้องกลับมาเสียดายภายหลัง
ด้านนางอารี สุวีรานนท์ กล่าวว่าเดินทางมาด้วยใจ ไม่ได้โกรธเคืองบุคคลใด แต่ติดตามอ่านข่าวและความคิดเห็นต่างๆ มาเรื่อยๆ จนเข้าใจว่าพื้นที่แห่งนี้มีบทบาทต่อสาธารณะ โดยเฉพาะข้อมูลในอดีตที่ระบุว่าพื้นที่เคยเป็นป่าช้าและเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้ เมื่อเดินทางมาดูด้วยตนเอง เห็นการใช้ชีวิตของเจ้าอาวาสแล้วมองว่าท่านอยู่อย่างสมถะ ไม่ได้อยู่อาคารใหญ่โต และรู้สึกสงสารกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงตั้งใจเดินทางมาเพื่อให้กำลังใจ


