xs
xsm
sm
md
lg

กรมชลฯ ชูโมเดล “Blue-Green-Grey” แก้น้ำท่วม-แล้งซ้ำซากคลองพระอุดม พบจุดวิกฤตรับน้ำได้แค่ 25 ลบ.ม./วินาที

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



พระนครศรีอยุธยา - กรมชลฯ เปิดผลศึกษาคลองพระอุดม พบศักยภาพรับน้ำจำกัด น้ำล้นตลิ่งตั้งแต่ 25 ลบ.ม./วินาที ชูแนวทาง “Blue-Green-Grey” ผสานประตูระบายน้ำ-สถานีสูบ กับพื้นที่ชุ่มน้ำและแนวกันชนริมน้ำ หวังเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ ควบคู่ฟื้นฟูคุณภาพน้ำ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน


วันนี้(26 ส.ค.) นายจักรพันธุ์ ช้อยหิรัญ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) ผู้แทนกรมชลประทาน กล่าวรายงานในการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ “การประยุกต์ใช้การแก้ไขปัญหาที่มีธรรมชาติเป็นพื้นฐานร่วมกับมาตรการเชิงโครงสร้างในการปรับปรุงคลองพระอุดม” โดยมีผู้แทนหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการลุ่มน้ำ ภาคเอกชน กลุ่มผู้ใช้น้ำ ผู้นำชุมชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมจำนวนมาก ที่ห้องประชุมโรงแรมเดอะไพน์ รีสอร์ท จังหวัดปทุมธานี

จากนั้นในช่วงบ่าย คณะผู้ศึกษาและสื่อมวลชนลงพื้นที่บริเวณประตูระบายน้ำสิงหนาท 1 อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงพื้นที่ตามแนวคลองพระอุดม เพื่อสำรวจสภาพพื้นที่ตั้งแต่ต้นคลองถึงปลายคลอง

นายจักรพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก การระบายน้ำติดขัดในช่วงน้ำหลาก และปัญหาคุณภาพน้ำในคลองพระอุดม เป็นปัญหาที่ประชาชนสองฝั่งคลองต้องเผชิญมาเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน การประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่อง

กรมชลประทานจึงดำเนินการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยจุดเด่นสำคัญคือการนำแนวคิดการแก้ไขปัญหาที่มีธรรมชาติเป็นพื้นฐาน หรือ Nature-based Solutions (NbS) มาประยุกต์ใช้ร่วมกับมาตรการเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การเลือกใช้แนวทางใดแนวทางหนึ่ง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โครงการดังกล่าว กรมชลประทานได้ว่าจ้างศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการศึกษา โดยคลองพระอุดมเป็นคลองสายหลักความยาวประมาณ 29.9 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งตะวันตกในเขตจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดนนทบุรี อยู่ภายใต้แผนงานปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองพระอุดม และศึกษาความเหมาะสมของการนำแนวคิด NbS มาใช้ร่วมกับมาตรการเชิงโครงสร้าง ตามแนวทางผสมผสาน Blue-Green-Grey ควบคู่กับการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์

นายจักรพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการวิเคราะห์สภาพการไหลด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์ HEC-RAS โดยใช้รูปตัดลำน้ำจากการสำรวจ 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ปี 2554, 2562 และ 2569 พบว่าคลองพระอุดมมีข้อจำกัดด้านความสามารถในการระบายน้ำอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบจุดวิกฤตบริเวณ กม.21+440 ซึ่งเริ่มเกิดน้ำล้นตลิ่งตั้งแต่อัตราการไหลเพียง 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

นอกจากนี้ ท้องน้ำยังมีความลาดชันย้อนกลับประมาณ 1:4,700 จากปากคลองเข้าสู่ต้นคลอง มีสันดอนลักษณะหลังเต่ากลางคลองทำให้หน้าตัดการไหลลดลง และมีจุดคอขวดบริเวณประตูระบายน้ำสิงหนาท 1 ที่ต้นคลอง ขณะที่ช่วงระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาหนุนสูง จะไม่สามารถระบายน้ำออกโดยแรงโน้มถ่วงได้ ส่งผลให้มีน้ำค้างในพื้นที่เป็นเวลานาน

ผลสำรวจครัวเรือนริมคลองพระอุดมยังพบว่า พื้นที่ริมคลองประสบปัญหาน้ำท่วมทุกปี เฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง มีระยะเวลาน้ำท่วมขังเฉลี่ยประมาณ 43 วันต่อครั้ง ส่วนปี 2554 ซึ่งเป็นปีที่เกิดอุทกภัยรุนแรงที่สุด พบระดับน้ำท่วมเฉลี่ยประมาณ 125 เซนติเมตร และท่วมขังนานเฉลี่ยประมาณ 124 วัน

ขณะเดียวกัน ผลตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำผิวดิน 5 สถานีตลอดความยาวคลอง เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 พบว่า คุณภาพน้ำมีแนวโน้มเสื่อมโทรมจากต้นคลองไปยังปลายคลองอย่างชัดเจน โดยค่าออกซิเจนละลายน้ำลดลงจาก 5.1 มิลลิกรัมต่อลิตรที่ต้นคลอง เหลือเพียง 2.8 มิลลิกรัมต่อลิตรที่ปากคลอง

ส่วนค่าแอมโมเนีย-ไนโตรเจนเกินเกณฑ์มาตรฐานทุกสถานี 7-9 เท่า และค่าบีโอดีเกินเกณฑ์มาตรฐาน 4 สถานี เมื่อประเมินด้วยดัชนีคุณภาพน้ำทั่วไป (WQI) พบว่ามีค่าเฉลี่ย 62.8 คะแนน อยู่ในเกณฑ์ “พอใช้” ขณะที่ 2 สถานีช่วงกลางคลองอยู่ในเกณฑ์ “เสื่อมโทรม” สะท้อนปัญหาการระบายน้ำเสียจากชุมชนโดยไม่ผ่านการบำบัด

สำหรับแนวทางปรับปรุงคลองพระอุดม คณะผู้ศึกษาเสนอ 2 กลุ่มมาตรการที่ต้องทำงานร่วมกัน โดยกลุ่มแรกเป็น มาตรการเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การก่อสร้างประตูระบายน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำบริเวณ กม.21+500 การปรับปรุงท้องน้ำให้มีความลาดชัน 1:10,000 ความกว้างท้องน้ำ 40 เมตร พร้อมขุดลอกสันดอนกลางคลอง การปรับปรุงประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำบริเวณปากคลองที่บรรจบแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการก่อสร้างกำแพงป้องกันน้ำล้นตลิ่งและซ่อมแซมอาคารป้องกันตลิ่งเดิม

ส่วนกลุ่มที่สองเป็น มาตรการที่มีธรรมชาติเป็นพื้นฐาน ได้แก่ พื้นที่ชุ่มน้ำประดิษฐ์ (Constructed Wetland) บริเวณปากคลองสาขา เพื่อบำบัดน้ำเสียก่อนลงสู่คลองสายหลัก แนวกันชนริมน้ำ (Riparian Buffer) ด้วยพืชท้องถิ่นเพื่อดักตะกอน ลดการกัดเซาะตลิ่งและเพิ่มทัศนียภาพ พื้นที่หน่วงน้ำและระบบเชื่อมโยงแม่น้ำกับที่ราบน้ำท่วมถึง (River-Floodplain Reconnection) รวมถึงอาคารดักขยะและวัชพืช (Trash Trap)

โดยมาตรการเชิงโครงสร้างจะทำหน้าที่เพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำและควบคุมระดับน้ำ ขณะที่มาตรการที่มีธรรมชาติเป็นพื้นฐานจะช่วยหน่วงน้ำ ดักตะกอน บำบัดมลสาร และฟื้นฟูระบบนิเวศ

ด้านกระบวนการมีส่วนร่วม กรมชลประทานจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การประชุมปฐมนิเทศโครงการเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 การประชุมกลุ่มย่อยพื้นที่ท้ายน้ำจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 การประชุมกลุ่มย่อยพื้นที่ต้นน้ำจังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 จนถึงการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการในวันนี้

ผลสำรวจความคิดเห็นพบว่า แนวทางที่มีธรรมชาติเป็นพื้นฐานได้รับการยอมรับในระดับสูง โดยผู้เข้าร่วมการประชุมปฐมนิเทศเห็นด้วยร้อยละ 88.6 และผู้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อยเห็นด้วยร้อยละ 90

“การปรับปรุงคลองพระอุดมครั้งนี้เป็นการนำร่องที่สำคัญ เพราะเราไม่ได้มองเพียงการเร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุดเท่านั้น แต่มองไปถึงคุณภาพน้ำ ระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของคนริมคลองไปพร้อมกัน การผสมผสานมาตรการเชิงโครงสร้างเข้ากับการแก้ไขปัญหาที่มีธรรมชาติเป็นพื้นฐาน จะทำให้การลงทุนของภาครัฐเกิดประโยชน์รอบด้านและยั่งยืนกว่าการเลือกใช้แนวทางใดแนวทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนในพื้นที่ต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น”