เชียงใหม่ - ตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ รวบชายชาวเมียนมาแย่งอาชีพสงวนคนไทย ตั้งตัวเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยวขายแพ็คเก็จทัวร์ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เจาะกลุ่มลูกค้า "สายมู" พาตระเวนไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์วัดดังทั่วเชียงใหม่ เบื้องต้นแจ้ง 3 ข้อหา ดำเนินคดีตามกฎหมาย
วันนี้(26 ส.ค.69) รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ พล.ต.ต.โอฬาร เอี่ยมประภาส ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 สั่งการให้ชุดสืบสวน กก.2 บก.ทท.2 บูรณาการร่วมกับนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือ เดินหน้าสืบสวนปราบปรามการกระทำความผิดของชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานหรือประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังพบข้อมูลการจัดแพ็กเกจนำเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเมื่อวันที่ 25 ส.ค.69 ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.อวิรุทธ์ สุขแย้ม สว.กก.2 บก.ทท.2 และ ร.ต.อ.ธนดล คงธนโอฬาร รอง สว.กก.2 บก.ทท.2 พร้อมด้วย นายนภดล อาวุธกรรมปรีชา นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยว สาขาภาคเหนือ เฝ้าติดตามพฤติกรรมชายชาวเมียนมา อายุประมาณ 30 ปี หลังพบข้อมูลการประชาสัมพันธ์และจำหน่ายโปรแกรมนำเที่ยวผ่านเพจเฟซบุ๊ก กระทั่งพบชายดังกล่าวขับรถไปรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2 ราย จากโรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนพาเดินทางตามโปรแกรมไปยังสถานที่สำคัญหลายแห่ง ทั้งอุทยานหลวงราชพฤกษ์ วัดพระธาตุดอยคำ บ้านข้างวัด วัดโลกโมฬี และประตูท่าแพ โดยมีพฤติการณ์แนะนำสถานที่ อธิบายข้อมูล และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในลักษณะการนำเที่ยว
เบื้องต้นพบว่าหนึ่งในไฮไลต์ของโปรแกรมดังกล่าว คือการพานักท่องเที่ยวตระเวนไหว้วัดดังสายมูของเชียงใหม่ ได้แก่ วัดพระธาตุดอยคำ ที่มีชื่อเสียงด้านความเชื่อเกี่ยวกับการขอพรและโชคลาภ โดยเฉพาะการสักการะ “หลวงพ่อทันใจ” และวัดโลกโมฬี วัดเก่าแก่ที่นักท่องเที่ยวและผู้ศรัทธานิยมเดินทางไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล และมีความเชื่อที่เชื่อมโยงกับเรื่องความรักและการขอพรด้านความสัมพันธ์ ทำให้เส้นทางดังกล่าวมีลักษณะสอดคล้องกับการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาหรือ “สายมู” ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยว
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่แสดงตัวจับกุมและสอบถามนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ราย ที่เป็นชาวเมียนมา พบว่าไม่ได้รู้จักชายชาวเมียนมารายดังกล่าวเป็นการส่วนตัว แต่ได้ซื้อแพ็กเกจนำเที่ยวผ่านเพจเฟซบุ๊กและติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน Messenger จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือพบหลักฐานการสนทนา เอกสารเกี่ยวกับแพ็กเกจนำเที่ยว หลักฐานการโอนเงิน รวมทั้ง เอกสารแสดงรายการค่าทัวร์และค่าที่พักเป็นเงิน 12,700 บาท ตลอดจนเอกสารการจองโรงแรม เจ้าหน้าที่จึงพบข้อมูลที่มีลักษณะเชื่อมโยงกันตั้งแต่ การขายแพ็กเกจ การจัดหาที่พัก การจัดรถรับส่ง และการพานักท่องเที่ยวเดินทางตามโปรแกรม
จากพยานหลักฐานเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลร่วมกับนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือ พบว่าชายชาวเมียนมารายดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวและไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ จึงแจ้งข้อกล่าวหา 3 ข้อหา ได้แก่ ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต , เป็นมัคคุเทศก์โดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่จะทำได้ โดยผู้ต้องหาทราบและเข้าใจข้อกล่าวหาผ่านล่าม และให้การรับสารภาพ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สำหรับงานมัคคุเทศก์เป็นงานที่กฎหมายกำหนดห้ามคนต่างด้าวทำ เพื่อคุ้มครองอาชีพของคนไทยและรักษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพด้านการท่องเที่ยว การเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวของคนต่างด้าวจึงเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญ เนื่องจากอาจกระทบต่อโอกาสในการประกอบอาชีพของมัคคุเทศก์ชาวไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งตำรวจท่องเที่ยวจะเดินหน้าตรวจสอบการประกอบธุรกิจนำเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการให้บริการในรูปแบบแพ็กเกจครบวงจร เพื่อป้องกันการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต การทำงานของคนต่างด้าวนอกเหนือจากสิทธิ และ ป้องกันการแย่งอาชีพของคนไทย ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการและมัคคุเทศก์ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่


