อุดรธานี - ชาวบ้านบ้านตาด อ.บ้านดุง ร้องผู้การฯ ให้ตรวจสอบกลุ่มบุคคลอ้างตัวเป็นตำรวจชุดสืบสวน แต่งชุดดำพร้อมอุปกรณ์ยุทธวิธี บุกเข้าตรวจค้นบ้านโดยไม่มีหมายค้น ก่อนกล่าวหาพบสารเสพติดและเรียกเงินเพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดี มีผู้เสียหายจำยอมโอนเงินให้แล้ว 15,000 บาท ขณะที่หัวหน้ากลุ่มถูกระบุว่าเคยเป็น อส.ตร.ในกรุงเทพฯ ก่อนเข้ามาช่วยงานที่ สภ.ดงเย็น จนชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นตำรวจจริง ล่าสุดรองผู้การฯ เตรียมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง คาดทราบผลเร็วๆ นี้
วันนี้(24 ส.ค.) ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ ต.ดงเย็น อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี นำหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี ขอให้ตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็นตำรวจชุดสืบสวน โดยมี นายเอก เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าอ้างตัวเป็น "ผู้กอง" พร้อมพวกแต่งกายชุดดำเข้าตรวจค้นบ้านประชาชน โดยไม่มีหมายค้น และไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงร่วมปฏิบัติการ
ตัวแทนชาวบ้าน (สงวนชื่อนามสกุล) เปิดเผยว่า กลุ่มดังกล่าวจะเลือกบ้านเป้าหมายในพื้นที่อำเภอบ้านดุง ก่อนอ้างว่าพบสารเสพติด แต่ไม่มีการตรวจปัสสาวะเพื่อยืนยัน จากนั้นกล่าวหาว่าเจ้าของบ้านมีความผิดและเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดี โดยอ้างราคาข้อหาละ 5,000 บาท รวมประมาณ 20,000 บาท หากไม่มีเงินสดจะให้โอนเข้าบัญชี
มีชาวบ้านเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีและเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง จึงจำยอมโอนเงินให้กลุ่มดังกล่าว 15,000 บาท ก่อนนำหลักฐานการโอนเงินมาประกอบการร้องเรียน ขณะที่ชาวบ้านอ้างว่ายังมีผู้เสียหายรายอื่นที่เคยถูกกระทำในลักษณะคล้ายกัน และอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล
สำหรับ นายเอก ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม ชาวบ้านให้ข้อมูลว่า เคยเป็น อส.ตร.ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก่อนย้ายมาช่วยงานรับแจ้งเหตุที่ สภ.ดงเย็น อ.บ้านดุง ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง กระทั่งมีการกล่าวหาว่าออกตระเวนเข้าตรวจค้นบ้านนอกพื้นที่รับผิดชอบ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา นายเอก พร้อมพวกอีก 3 คน ถูกกล่าวหาว่าเข้าตรวจค้นบ้านประชาชนในพื้นที่บ้านโนนหอมและบ้านหนองแคน ต.อ้อมกอ ซึ่งอยู่นอกเขตรับผิดชอบของสถานีตำรวจดังกล่าว โดยผู้ร้องระบุว่าการเข้าตรวจค้นเกิดขึ้นโดยไม่มีหมายค้นและไม่มีตำรวจจริงร่วมเดินทางไปด้วย
ภายหลังรับเรื่องพ.ต.อ.ฉกาจน์ เทียมวงศ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานีแจ้งว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้านและเป็นธรรม พร้อมตรวจสอบว่าบุคคลที่ถูกร้องเรียนมีความเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินและพยานหลักฐานต่างๆ โดยคาดว่าจะทราบผลในเร็วๆ นี้ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน กรณีดังกล่าวยังถูกตั้งข้อสังเกตถึงความสอดคล้องกับแนวนโยบายรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้การปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระสำคัญ โดยมุ่งปราบปรามทั้งเครือข่ายยาเสพติดและเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว
หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการแอบอ้างเป็นตำรวจ หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินจากประชาชนจริง พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นเรื่องที่สวนทางกับนโยบายรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติดและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด รวมทั้งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย


