ปราจีนบุรี - ย้อนเส้นทางเศรษฐกิจ “ปราจีนบุรี” จากเมืองเกษตรกรรม–ท่องเที่ยว สู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ หลังรัฐบาลส่งเสริมอุตสาหกรรมตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2520 ดึงทุนใหญ่ตั้งนิคมและสวนอุตสาหกรรม จนภาคอุตสาหกรรมกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ขณะที่รายได้ต่อหัวเคยพุ่งแตะอันดับ 4 ของประเทศ เปิดคำถามสำคัญ หากเดินหน้าขยาย EEC เข้ามา จะเพิ่มโอกาสหรือเพิ่มแรงกดดันต่อฐานทรัพยากรและชุมชนเดิม?
ปราจีนบุรีอาจไม่ใช่จังหวัดแรกที่ถูกนึกถึงเมื่อพูดถึงพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก เมื่อเทียบกับชลบุรีและระยอง แต่ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จังหวัดแห่งนี้ได้เปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากพื้นที่ที่มีฐานหลักอยู่ที่การเกษตรและการท่องเที่ยว กลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ
จุดแข็งดั้งเดิมของปราจีนบุรีอยู่ที่ทำเลที่ตั้ง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งมีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ชายแดน ประกอบกับมีทรัพยากรดินและน้ำที่เหมาะสมต่อการทำเกษตร ทำให้ในอดีตเศรษฐกิจของจังหวัดพึ่งพาการทำนา ทำสวน และการผลิตสินค้าเกษตรเป็นสำคัญ
ปราจีนบุรียังมีสินค้าเกษตรที่เป็นที่รู้จัก ทั้งกระท้อน มะปราง มะยงชิด รวมถึง ทุเรียนปราจีนบุรี ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่สร้างชื่อให้กับพื้นที่ นอกจากนี้ จังหวัดยังมีต้นทุนด้านการท่องเที่ยวจากทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ป่า โดยมีพื้นที่เชื่อมโยงกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน และอุทยานแห่งชาติปางสีดา รวมถึงแหล่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสำคัญ
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยเดินหน้านโยบายส่งเสริมการลงทุนภาคอุตสาหกรรม ทำเลของปราจีนบุรีซึ่งมีพื้นที่เชื่อมต่อกับหลายภูมิภาค ประกอบกับต้นทุนที่ดินในช่วงเริ่มต้นต่ำกว่าพื้นที่เศรษฐกิจหลักรอบกรุงเทพฯ และมีโครงข่ายคมนาคมรองรับ ทำให้จังหวัดเริ่มได้รับความสนใจจากภาคเอกชน
ช่วงปลาย 2520 ต่อเนื่องถึง 2530 จึงเริ่มเห็นการเข้ามาของกลุ่มทุนขนาดใหญ่และการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การเข้ามาพัฒนาสวนอุตสาหกรรมกบินทร์บุรีของเครือสหพัฒน์ รวมถึงการพัฒนาสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ปราจีนบุรี ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดค่อย ๆ เปลี่ยนจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรม
ปัจจุบัน ปราจีนบุรีมีนิคมอุตสาหกรรมสำคัญ 6 แห่ง และโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 900 แห่ง โดยมีทุนจดทะเบียนรวมในภาคอุตสาหกรรมระดับหลายแสนล้านบาท ขณะที่ข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด หรือ GPP ช่วงปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 317,321 ล้านบาท และโครงสร้างเศรษฐกิจมีสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมสูงถึง 77.2% ภาคบริการ 20.3% และภาคเกษตรกรรม 2.5%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนว่า วันนี้อุตสาหกรรมกลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจปราจีนบุรี ขณะที่ภาคเกษตรกรรมซึ่งเคยเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญกลับมีสัดส่วนลดลงเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรม
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญของจังหวัด มีทั้งยานพาหนะและอุปกรณ์ กระดาษและผลิตภัณฑ์จากกระดาษ รวมถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอ ขณะเดียวกันการลงทุนที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เกิดการจ้างงาน การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องในพื้นที่
ผลจากการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้ปราจีนบุรีมี รายได้ต่อหัวอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น ๆ ของประเทศ โดยข้อมูลที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ระบุว่า ในปี 2565 จังหวัดมีมูลค่าผลิตภัณฑ์จังหวัดเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 351,747 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 545,006 บาทต่อปี หรือประมาณ 45,417 บาทต่อเดือน จนอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวสูงของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรายได้ต่อหัวที่สูง ไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกกลุ่มในจังหวัดจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในสัดส่วนเดียวกัน เพราะตัวเลข GPP หรือผลิตภัณฑ์จังหวัดเป็นภาพรวมทางเศรษฐกิจ ขณะที่การกระจายรายได้ ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม ราคาที่ดิน ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและภาคเกษตรกรรม เป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาแยกต่างหาก
นี่จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของปราจีนบุรีในเวลานี้ โดยเฉพาะเมื่อมีแนวคิดเกี่ยวกับการขยายพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เข้ามาครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี
ฝ่ายที่สนับสนุนการพัฒนามองว่า การเชื่อมโยงกับ EEC อาจช่วยเพิ่มโอกาสการลงทุน ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ดึงอุตสาหกรรมใหม่ และสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านอย่าง “เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง” กลับตั้งคำถามว่า จังหวัดที่มีฐานอุตสาหกรรมอยู่แล้วจำเป็นต้องเพิ่มแรงส่งด้านอุตสาหกรรมอีกหรือไม่ และการขยายพื้นที่ EEC จะนำมาซึ่งภาระด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ที่ดิน น้ำ และการจัดการกากอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเพียงใด
เพราะในอีกด้านหนึ่ง ปราจีนบุรียังคงมีฐานทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ทั้งพื้นที่ป่า แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร และชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรเหล่านี้ การกำหนดทิศทางการพัฒนาจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “จะสร้างเศรษฐกิจให้โตขึ้นได้อย่างไร” แต่ยังต้องตอบให้ได้ว่า “จะโตอย่างไรโดยไม่ทำลายต้นทุนเดิมของจังหวัด”
ปราจีนบุรีจึงอยู่บนทางแยกสำคัญอีกครั้ง จากเมืองเกษตรที่ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านสู่เมืองอุตสาหกรรม จนวันนี้มีภาคอุตสาหกรรมเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ คำถามที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงว่า “ปราจีนบุรีจะพัฒนาอุตสาหกรรมต่อหรือไม่” แต่เป็นเรื่องของ รูปแบบการพัฒนา ทิศทางการใช้พื้นที่ และการแบ่งปันผลประโยชน์กับต้นทุนที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่
โดยเฉพาะการขยาย EEC หากเดินหน้าต่อ ประเด็นสำคัญที่ประชาชนกำลังจับตาคือ จะมีหลักประกันด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตอย่างไร จะจัดการปัญหากากอุตสาหกรรมและมลพิษอย่างไร รวมถึงชุมชนท้องถิ่นจะมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของจังหวัดมากน้อยเพียงใด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ปราจีนบุรีไม่ใช่จังหวัดที่ไม่มีการพัฒนา แต่เป็นจังหวัดที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมาแล้วอย่างมาก และโจทย์ต่อไปจึงอาจไม่ใช่การเร่ง “เพิ่มโรงงาน” เพียงอย่างเดียว หากแต่คือการหาสมดุลระหว่าง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของคนปราจีนบุรี ให้เดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน.


