อุดรธานี – กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผนึกกำลังจังหวัดอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และภาคีเครือข่าย เดินหน้าขับเคลื่อนแผนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่ระดับพื้นที่ ชู “บ้านม่วง-เมืองไพร” ต้นแบบการจัดการระบบนิเวศลุ่มน้ำสงครามตอนบน ประยุกต์ใช้แนวคิดธรรมชาติเป็นฐาน ควบคู่ภูมิปัญญาชุมชน หวังยกระดับความเข้มแข็งรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศแปรปรวน พร้อมต่อยอดทรัพยากรท้องถิ่นสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
วันนี้(24 ส.ค.) ณ ห้องทุ่งศรีเมือง แกรนด์ บอลรูม โรงแรมเซ็นทารา จังหวัดอุดรธานี กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม “สานพลังชุมชนลุ่มน้ำสงครามตอนบน: ขับเคลื่อนแผนปรับตัวฯ อย่างยั่งยืน” ภายใต้โครงการจัดทำแผนการดำเนินงานด้านการปรับตัวเชิงพื้นที่ในรายสาขาและสาขาที่เกี่ยวข้อง (Cross Cutting) โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี รศ.ดร.สุนทร สุทธิบาก รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ภาคประชาสังคม ผู้นำชุมชน และภาคีเครือข่ายกว่า 100 คนเข้าร่วม
พื้นที่เป้าหมายของโครงการคือ “ชุมชนเขตนิเวศลุ่มน้ำสงครามตอนบน พื้นที่ชุ่มน้ำป่าทาม บ้านเมืองไพร บ้านม่วง-เมืองไพร” ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ซึ่งถูกวางให้เป็นพื้นที่นำร่องสำคัญในการนำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่การปฏิบัติจริง โดยผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาและประสบการณ์ของคนในพื้นที่
นายโกเมศกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างผลกระทบในวงกว้างและทวีความรุนแรงขึ้น ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO ระบุว่า ช่วงปี 2566-2568 เป็น 3 ปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยสูงกว่ายุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม 1.48 องศาเซลเซียส ขณะที่รายงาน Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ระบุว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วกว่า 9,700 ครั้ง ส่งผลกระทบต่อประชาชนราว 5.7 พันล้านคน มีผู้เสียชีวิตกว่า 832,000 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์มีแนวโน้มได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น โดยอันดับความเสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วขยับจากอันดับ 72 ในปี 2565 มาอยู่ที่อันดับ 17 ในปี 2567 ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร สุขภาพ และระบบนิเวศ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบาง
“อีกประเด็นสำคัญคือการเสื่อมโทรมของพื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลก เพราะการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ได้หมายถึงเพียงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังหมายถึงการสูญเสียความสามารถของธรรมชาติในการควบคุมน้ำ ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ กักเก็บคาร์บอน รวมถึงสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ” นายโกเมศกล่าว
รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ กล่าวว่า ปัจจุบันกรมฯ อยู่ระหว่างจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2569-2573 เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินงานของประเทศ ครอบคลุม 6 สาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกำหนดมาตรการ กิจกรรม และตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และสามารถนำไปขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับพื้นที่บ้านม่วง-เมืองไพร ถือเป็นพื้นที่นำร่องที่นำแนวคิด “การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน” (Nature-based Solutions: NbS) มาประยุกต์ใช้ร่วมกับการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน เพื่อให้พื้นที่ชุ่มน้ำยังคงทำหน้าที่เป็นทั้งระบบนิเวศ แหล่งทรัพยากรของชุมชน และกลไกลดความเสี่ยงจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศ
การดำเนินงานครอบคลุม 3 สาขาหลักที่เชื่อมโยงกับบริบทพื้นที่ ได้แก่ สาขาเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมระบบวนเกษตรและเกษตรผสมผสาน การบริหารจัดการน้ำ จัดตั้งสถานีเพาะพันธุ์สัตว์น้ำพื้นถิ่น และปรับปฏิทินเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ
สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งขยายพื้นที่ป่าชุมชน อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ขณะที่ สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ เน้นจัดทำแผนรับมือภัยแล้งและน้ำท่วม ควบคู่กับการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น อาทิ ผลิตภัณฑ์ “น้ำปลาร้าทามนัว” และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากป่าทาม
ภายในงานมีการนำเสนอผลการดำเนินงานและแผนปรับตัวเชิงพื้นที่ลุ่มน้ำสงครามตอนบน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ชุมชน และภาคีเครือข่าย รวมถึงพิธีมอบเกียรติบัตรแก่เกษตรกรต้นแบบด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนิทรรศการ “ชุมชนปรับตัว ป่าทามยั่งยืน” นำเสนอแนวทางจัดการทรัพยากร การประกอบอาชีพ และการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศป่าทามให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
นายโกเมศกล่าวทิ้งท้ายว่า หัวใจสำคัญของการปรับตัวคือการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะคนในพื้นที่เข้าใจบริบท ทรัพยากร ปัญหา และความต้องการของตนเองดีที่สุด ดังนั้น “โครงการนำร่องบ้านม่วง-เมืองไพร” จึงไม่ควรสิ้นสุดเพียงการจัดทำแผน แต่ต้องนำไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง มีการติดตามประเมินผล และถอดบทเรียน เพื่อนำองค์ความรู้และกระบวนการที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่น
“หากสามารถเชื่อมโยงการทำงานจากระดับท้องถิ่นไปสู่เป้าหมายระดับประเทศ และเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) ได้อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยมีความเข้มแข็งและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” นายโกเมศกล่าว


