xs
xsm
sm
md
lg

มช.ส่ง “WORA”เครื่องแรกประจำการ"แม่น้ำกก"สะพานท่าตอน ปักหลักด่านหน้าเฝ้าระวังโลหะหนัก -สารพิษแบบเรียลไทม์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เชียงใหม่- ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ม.เชียงใหม่ ติดตั้งแล้ว "WORA" สถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำ ภายใต้แผนงาน CMU RiverWatch ประจำการเครื่องแรกในแม่น้ำกก สะพานท่าตอน อำเภออาย จังหวัดเชียงใหม่ ทำหน้าที่ "ด่านหน้า" เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำและสารพิษแม่น้ำกก พร้อมรายงานผลแบบเรียลไทม์


วันนี้(23ส.ค.69) รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่า ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ทำการติดตั้ง“WORA” (Water Observation for River Alert) หรือ สถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำ แบบ Low Cost Sensor ประจำการเป็นเครื่องแรกในแม่น้ำกก บริเวณท่าเรือชุมชนสะพานท่าตอน ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ โดย "WORA" เป็นหนึ่งในนวัตกรรมภายใต้แผนงาน CMU RiverWatch ซึ่งจะทำหน้าที่เสมือน "ด่านหน้า" ของแม่น้ำกก เฝ้าระวัง ติดตามการเปลี่ยนแปลง และรายงานคุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี และผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ปัจจุบัน WORA ยังอยู่ในช่วงทดสอบการทำงานจริงของเซนเซอร์ ระบบพลังงาน การส่งข้อมูล ความเสถียร และระบบแจ้งเตือนภายใต้สภาพแวดล้อมจริง โดยสามารถวัด ค่าความขุ่น (Turbidity) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่มีบทบาทสำคัญในการสะท้อนการพัดพาของตะกอนดินและการปนเปื้อนของโลหะหนัก ควบคู่กับค่าพารามิเตอร์พื้นฐานอื่น ๆ เช่นค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH), ค่าการนำไฟฟ้า (EC), ค่าศักย์ออกซิเดชัน-รีดักชัน (ORP) และอุณหภูมิ ซึ่งระบบจะประมวลผลและส่งข้อมูลรายงานผล ทุก ๆ 30 นาที แบบอัตโนมัติ


โดยกลไกดังกล่าวทำงานภายใต้แนวคิด Early Warning System (MONITOR → DETECT → ALERT → RESPOND) แม้ตัวเซนเซอร์จะไม่ใช่เครื่องตรวจจับโลหะหนักโดยตรง แต่ความผันแปรของค่าความขุ่นและคุณสมบัติทางเคมี-กายภาพที่ผิดปกติแบบเรียลไทม์ จะทำหน้าที่เป็น "สัญญาณเตือนล่วงหน้า" ที่มีความแม่นยำสูง ช่วยให้ทีมวิจัยและเครือข่ายชุมชนเข้าเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์สารโลหะหนักในห้องปฏิบัติการได้อย่างทันท่วงที โดยในระยะแรก มีแผนพัฒนาและทดสอบ WORA ต้นแบบจำนวน 5 สถานี ในแม่น้ำกก พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่–เชียงราย

“เราต้องการเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำอย่างต่อเนื่อง และเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ โดยข้อมูลจากสถานี WORA จะถูกส่งตรงเข้าสู่แพลตฟอร์มกลาง Waterroom.pro (ห้องส่องน้ำ) ซึ่งเราเปิดให้ประชาชน โรงเรียน และหน่วยงานท้องถิ่น สามารถเข้ามามอนิเตอร์แนวโน้มความขุ่นและคุณภาพน้ำได้ นอกจากนี้ยังมีผสานรวมข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ กรมอนามัย ซึ่ง เป็นผลตรวจวิเคราะห์แล็บจากทุกภาคส่วน และข้อมูลจากวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร” ผศ.ดร.ว่าน กล่าว


ขณะที่ นายบุญโรจน์ กองแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน ระบุว่า เนื่องจากท่าตอนเป็นจุดแรกของประเทศไทยที่แม่น้ำกกไหลผ่าน จึงต้องการให้ต่อยอดโครงการ ย่อยข้อมูลงานวิจัยให้ง่ายขึ้น เพราะชาวบ้านในพื้นที่มีมากถึง 10 ชาติพันธุ์ การสื่อสารทางโซเชียลมีเดียยังเข้าถึงยาก โดยพร้อมจะสนับสนุนทีมเจ้าหน้าที่ อบต. ทั้งงานสาธารณสุข ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้เป็นทีมสนับสนุน

“ระหว่างที่หลายภาคส่วนในประเทศช่วยกันแก้ปัญหา ทั้งต้นเหตุและปลายเหตุ แต่การจะไปบอกว่าให้คนต้นน้ำปิดเหมือง มันยากมาก เขาไม่ทำหรอก อยากให้ส่วนที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้เหมืองต้นน้ำ มีกระบวนการบำบัดอย่างถูกวิธี และปลอดภัยที่สุด ก่อนจะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ วันนี้พี่น้องเรากังวัลไปหมด กังวลทุกวัน แต่เราก็หนีความจริงไม่ได้ จะย้ายไปไหนก็ไม่ได้ เพราะที่นี่คือบ้าน ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจแย่อยู่แล้ว หลังมีข่าวมลพิษแม่น้ำกก ทุกอย่างยิ่งแย่กันไปหมด นักท่องเที่ยวแทบไม่เหลือเลย ” นายบุญโรจน์ กล่าว


สำหรับแม่น้ำกก ถือเป็นแม่น้ำข้ามพรมแดนที่สำคัญ มีต้นกำเนิดจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ไหลเข้าสู่ประเทศไทยจุดแรกที่บ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะไหลพาดผ่านตัวเมืองเชียงราย และไปบรรจบกับแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน รวมความยาวตลอดสายราว 285 กิโลเมตร ไหลผ่านในประเทศไทยกว่า 130 กิโลเมตร โดยตลอดสองฝั่งน้ำแม่น้ำกก เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนนับแสน ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นที่พึ่งพาสายน้ำแห่งนี้เพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค และการท่องเที่ยว