ศูนย์ข่าวขอนแก่น - “พ่อลพ” กรรมการวัดป่าอดุลยารามรุ่นแรก วัย 84 ปี ออกโรงเล่าย้อนความจำ ยันรู้จักลูก “ตาเฮียง” ผู้บริจาคที่ดินครบทุกคนทั้ง 8 คน ยกเว้น“ป้าดา” เพิ่งเคยเห็นหน้าตอนเป็นข่าวทวงคืนที่ดินบริจาค พร้อมกางประวัติพื้นที่พิพาท 5 ไร่ เดิมเป็นป่าช้าและโซนสำนักแม่ชี ย้ำพร้อมเป็นพยานแจงข้อมูลตามความจริง
ความคืบหน้ากรณีปัญหาทวงคืนที่ดินบริจาคของ “นายเฮียง พิมพ์ศรี” ผู้บริจาคที่ดินสร้างวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น ซึ่งนำโดย “ป้าดา” ที่อ้างตนเป็นบุตรบุญธรรม และกำลังเคลื่อนไหวฟ้องร้องขอคืนที่ดินจากทางวัด จนกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากนั้น
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่เปิดใจ นายลพ โนนทะวงษ์ หรือ “พ่อลพ” อายุ 84 ปี กรรมการวัดรุ่นแรกที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่บ้านหนองแวงตราชู หมู่ 14 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยพ่อลพได้ถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของวัดป่าอดุลยาราม และครอบครัวของตาเฮียงไว้อย่างน่าสนใจ
จำได้แม่นลูกตาเฮียงมี 8 คนยกเว้น“ป้าดา”
พ่อลพ เล่าย้อนอดีตก่อนปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ตนจะเข้ามาช่วยงาน พระครูอดุลสารนิเทศ (พระอธิการสุพัตร์ ฐิตวํโส) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ว่า ชาวบ้านหนองแวงจะเดินทางมาทำบุญที่วัดเป็นประจำ และรู้จักคุ้นเคยกันดี รวมถึงบรรดาลูกๆของตาเฮียงผู้ที่บริจาคที่ดินให้วัดเองก็พากันมาทำบุญที่วัดเป็นประจำเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่คนในชุมชนต้องเข้าวัดทำบุญ โดยพื้นที่แห่งนี้เดิมทีเป็นวัดสาขาของ “หลวงปู่อดุล” อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองแวงตราชู ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน ไม่ได้มีใครรู้สึกว่าวัดนี้เป็นของตาเฮียงแต่อย่างใด
สำหรับกรณีของ “ป้าดา” พ่อลพยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่ใช่คนบ้านหนองแวง และไม่เคยเห็นหน้าแม้แต่ครั้งเดียว” ตลอดเวลาที่อาศัยและทำงานให้อยู่ที่วัดมาหลายสิบปี เพิ่งจะมาเคยเห็นหน้าและได้ยินชื่อจากข่าวทีวีเมื่อไม่นานมานี้เอง
พ่อลพ ยังได้ไล่เรียงรายชื่อบุตรของตาเฮียงจากความทรงจำทั้งหมด 8 คน คือ คนแรกนางเพียร (เสียชีวิตแล้ว คนที่ 2 นางบัวเฮียง คนที่ 3 นางบัวเรียน คนที่ 4 นางบัวไข คนที่ 5 นายสนาน คนที่ 6 นายบุญหนา คนที่ 7 จำเนีย คนที่ 8 ชื่อโม
"ลูกตาเฮียงทั้ง 8 คน ตนรู้จักและเคยเห็นหน้าทุกคน ส่วนกรณีที่มีการอ้างว่าป้าดาเป็นลูกบุญธรรมคนที่ 9 นั้น จากความทรงจำของตนยืนยันว่า 'ไม่น่าจะมี' อย่างแน่นอน" พ่อลพกล่าว
กางประวัติที่ดินพิพาท 5 ไร่ ยันเดิมเป็นป่าช้า-เขตแม่ชี
พ่อลพ ยังได้อธิบายถึงสภาพพื้นที่วัดจำนวน 21 ไร่ในอดีตว่า เดิมทีมีองค์ประกอบของวัดครบถ้วนอยู่แล้ว ทั้งประตูโขง เมรุเผาศพ และหอระฆัง ส่วนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ที่ทวงคืนกันอยู่ตอนนี้นั้น เดิมทีเป็นพื้นที่ป่าช้า ต่อมา “แม่ชีสกุล” ได้เข้ามาอาศัยอยู่ พร้อมกับแม่ชีรูปอื่นๆ รวม 6 รูป
ในยุคนั้นมีการแบ่งโซนอย่างชัดเจน เขตวัดและเขตปฏิบัติตนของแม่ชี มีการใช้รั้วไม้กั้น และแยกหม้อไฟฟ้าระหว่างกันอย่างเป็นสัดส่วน โดยชื่อผู้ใช้ไฟฟ้าในโซนดังกล่าวก็เป็นชื่อของแม่ชีสกุลเอง ซึ่งต่อมาเมื่อแม่ชีสกุลป่วยและเสียชีวิตลง ก็ไม่มีแม่ชีเข้ามาอยู่อีก กุฏิเดิมจึงถูกปรับเปลี่ยนมาใช้เป็นกุฏิสำหรับพระสงฆ์จนถึงปัจจุบัน
พ่อลพ กรรมการวัดรุ่นแรก วัย 84 ปี ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ที่ผ่านมาทางท่านเจ้าอาวาสวางเฉยและไม่เคยตอบโต้ แต่หากเรื่องนี้ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย หรือมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ตนก็พร้อมที่จะเดินทางไปเป็นพยานและชี้แจงความจริงทั้งหมดตามที่ได้รับรู้มา เพื่อคุ้มครองที่ดินของวัดต่อไป


