xs
xsm
sm
md
lg

ผู้ว่าฯ จันท์ เปิดเวทีแจง “อ่างคลองวังโตนด” ย้ำสร้างความมั่นคงน้ำเกษตรกร คลายปมผันน้ำ EEC ชาวบ้านยื่น 4 ข้อเสนอร่วมบริหาร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จันทบุรี – จังหวัดจันทบุรีเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและชี้แจงข้อมูลโครงการก่อสร้าง “อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” ย้ำเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชนและภาคการเกษตรในพื้นที่ พร้อมชี้แจงข้อกังวลเรื่องการผันน้ำไปยังพื้นที่ EEC ระบุเป็นการใช้น้ำส่วนเกินในฤดูฝน ขณะที่ชาวบ้านเสนอ 4 แนวทางให้มีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ

วันนี้ (18 ส.ค.) ที่บริเวณศาลาที่ว่าการอำเภอแก่งหางแมว จ.จันทบุรี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานเปิดเวทีชี้แจงข้อมูลการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว อำเภอใกล้เคียง และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีนายวุฒิชัย นรสิงห์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจันทบุรี ผศ.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

เวทีดังกล่าวมีการชี้แจงความเป็นมาของการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคการเกษตรในจังหวัดจันทบุรีเป็นลำดับแรก

ปัจจุบันมีอ่างเก็บน้ำที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2561 อ่างเก็บน้ำคลองพวาใหญ่ และอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว มีความจุใช้งานรวมประมาณ 190 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ความต้องการใช้น้ำในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายวุฒิชัยกล่าวว่า อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ซึ่งมีความจุ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร มีความจำเป็นเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเป็นประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับความต้องการใช้น้ำที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วง 10 ปีข้างหน้า หรือราวปี 2579-2580

โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งจังหวัดจันทบุรีมีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 500,000 ไร่ และยังมีพื้นที่ปลูกใหม่อีกเกือบ 200,000 ไร่ที่กำลังเตรียมเข้าสู่ระยะให้ผลผลิต จึงจำเป็นต้องมีแหล่งน้ำต้นทุนที่เพียงพอและมีความมั่นคง

โครงการยังประกอบด้วยระบบท่อส่งน้ำและสถานีสูบน้ำ เพื่อกระจายน้ำเข้าสู่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมอย่างครอบคลุม รวมถึงใช้เสริมความมั่นคงด้านน้ำและช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งในเขตตัวเมืองจันทบุรีตามแนวทางที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนข้อกังวลเรื่องการผันน้ำไปยังพื้นที่ EEC นายวุฒิชัยยืนยันว่า การผันน้ำดังกล่าวเป็นการนำน้ำ “ส่วนเกิน” ในช่วงฤดูฝนประมาณปลายเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ไปเติมยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ในปริมาณไม่เกิน 70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ตามมติคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ การผันน้ำจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ำทุกครั้ง และที่ผ่านมาแทบไม่มีการผันน้ำในปริมาณสูง โดยในช่วงภัยแล้งปี 2562-2563 มีการสูบผันน้ำประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปี 2567 มีการผันน้ำเพียงประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตรเศษ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พื้นที่ข้างเคียง โดยยืนยันว่าไม่กระทบต่อการใช้น้ำของประชาชนและภาคการเกษตรในจังหวัดจันทบุรี

ขณะที่ตัวแทนกลุ่มชุมชนดั้งเดิมแก่งหางแมวคนต้นน้ำตะวันออก ยืนยันจุดยืนว่า ไม่ได้คัดค้านการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ต้องการให้ภาครัฐสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงทางน้ำให้กับภาคการเกษตรควบคู่กันไป พร้อมยื่นหนังสือต่อนายมนต์สิทธิ์ เพื่อส่งต่อให้กรมชลประทานพิจารณา

โดยเสนอแนวทางสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

1.จัดทำ Water Roadmap หรือแผนที่นำทางการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
2.จัดตั้งคณะทำงานร่วม ระหว่างภาครัฐ ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม
3.เปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบระบบกระจายน้ำ พร้อมจัดทำ MOU เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อสร้างหลักประกันในการบริหารจัดการน้ำ
4.พิจารณาลดพื้นที่ก่อสร้างในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น เพื่อรักษาระบบนิเวศและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่

การเปิดเวทีครั้งนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างภาครัฐกับประชาชน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสะท้อนข้อกังวลและเสนอแนวทางร่วมกัน เพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ำสามารถตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงด้านน้ำของจังหวัด การเกษตร เศรษฐกิจ และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กันไป