เชียงใหม่/เชียงราย – ไทยรายงานพบสารพิษปนเปื้อนลำน้ำข้ามพรมแดนครั้งแรกต้นปี 67..น้ำสาย มีทั้งทองแดง นิกเกิล แมงกานีส สังกะสี แคดเมียมโครเมียม ตะกั่ว ปรอท และสารหนู เมษาฯ69 น้ำกกแม่อาย ปนเปื้อนสานหนูทั้งในน้ำ-ตะกอนดิน ก่อนพบพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา ถูกขุดพรุน เหมืองทองคำ-สังกะสี-แมงกานิส รวมทั้งแรร์เอิร์ธ และนั่นคือชะตากรรมที่คนท้ายน้ำเผชิญจนถึงวันนี้
"แม่น้ำสาย" สายน้ำธรรมชาติที่มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาฉานโยมา จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย ไหลผ่านประเทศเมียนมาผ่านบ้านโจตาดา บ้านดอยต่อคำ บ้านสาย ท่าขี้เหล็ก ระยะทางประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร
และเป็นเส้นเขตแดนไทย-เมียนมา เมื่อไหลผ่านชุมชนหัวฝาย ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย ระยะทางประมาณ 12.8 กิโลเมตร ก่อนไหลไปบรรจบกับแม่น้ำรวกที่ ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย ลงสู่แม่นำโขงที่สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
แต่น้ำสายนี้ ปรากฎความผิดปกติให้เห็นครั้งแรกในเดือน ธ.ค.2566 ซึ่งเป็นฤดูแล้งและน้ำขุ่นข้นอย่างที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน นายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่สายในขณะนั้น ได้แจ้งการประปาส่วนภูมิภาคสาขาแม่สาย ตรวจสอบพบความขุ่นข้นมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
ต่อมาเดือน ก.พ.2567 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) กรมควบคุมมลพิษ แจ้งผลการตรวจตัวอย่างน้ำ 5 จุดคือ ชุมชนหัวฝาย ปากคลอง บ้านสันผีกฮี้ จุดบรรจบน้ำสายกับน้ำรวก และจุดสูบน้ำ พบโลหะหนักคือ ทองแดง นิกเกิล แมงกานีส สังกะสี แคดเมียมโครเมียม ตะกั่ว ปรอท และสารหนู แม้มีค่าไม่เกินมาตรฐานแต่มีปริมาณเหล็กสูงกว่าลำน้ำทั่วไป แต่ทุกฝ่ายก็ยังไม่ทราบสาเหตุของการที่แม่น้ำสายขุ่นข้น
กระทั่งสืบหาจากแหล่งข่าวพื้นที่ชายแดนพบเหมืองแร่ทองคำและแมงกานีส ติดกับลำน้ำสาขาที่ไหลลงสู่แม่น้ำสายหลายแห่ง อย่างน้อย 4 แห่ง โดย 2 แห่งแรกตั้งอยู่ที่บ้านแม่โจ๊ก บ้านนายาว จ.เมืองสาด ตั้งแต่ปี 2566 มีการห้ามบุคคลภายนอกเข้าออก มีการสูบน้ำจากลำน้ำสาขาเข้าไปฉีดพ่นดิน-หินก่อนปล่อยน้ำไหลกลับลงสู่แม่น้ำสาขาเหมือนเดิม อีก 2 แห่ง เป็นเหมืองแร่แมงกานีสและสังกะสี อยู่ที่บ้านน้ำปุงใหม่และน้ำพุร้อน ติดลำน้ำปุง-น้ำพุ ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำสายเช่นกัน
แต่การตรวจสอบทั้งหมดต้องยุติลง เมื่อพายุยางิพัดผ่านต้นแม่น้ำสายช่วงต้นเดือน ก.ย.2567 ก่อนที่นายณรงศักดิ์จะเกษียณอายุราชการได้ไม่ถึงเดือน ระดับน้ำเริ่มสูงขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.แม่น้ำสายจะพิโรธและทะลักเข้าท่วมชุมชนชายแดนแม่สายและท่าขี้เหล็กอย่างหนักตั้งแต่วันที่ 9-14 ก.ย.67
ช่วงเวลาเดียวกันแม่น้ำกกซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ที่เมืองกก จ.เมืองสาด ได้เพิ่มสูงขึ้นและเอ่อล้นเข้าท่วมตลอดริมฝั่งตั้งแต่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และ อ.เมืองเชียงราย โดยเฉพาะบ้านเรือนเขต ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย และเทศบาลนครเชียงราย ระดับน้ำขึ้นสูงสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ย.จนสะพานข้ามแม่น้ำกกทุกแห่งสัญจรไปมาไม่ได้ ก่อนที่ระดับน้ำจะค่อยๆ ลดลงในอีก 2-3 วันต่อมา
ข้อสงสัยเรื่องแม่น้ำสายขุ่นคลั่กต่อด้วยปรากฎการณ์น้ำท่วมใหญ่ ทำให้ภาควิชาการ องค์กรเอกชน และภาคประชาชน ได้พยายามค้นหาคำตอบ กระทั่งมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ ตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียม พบเหมืองแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) ในเมืองยอนทางตอนใต้ของ จ.เมืองสาด ห่างจาก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เพียงประมาณ 25 กิโลเมตร
เหมืองตั้งทางฝั่งตะวันออกห่างจากแม่น้ำกกประมาณ 3.6 กิโลเมตร และทางตกวันตกห่างจากแม่น้ำกกประมาณ 2.6 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังพบมีการทำเหมืองแร่ทังสเตน ทองคำ แมงกานีส พลวง ดีบุก แร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) ในแถบเดียวกันนี้อีกไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง
ชาวบ้านที่ อ.แม่อาย ซึ่งมีญาติอยู่ จ.เมืองสาด เขตปกครองพิเศษที่ 2 (สหรัฐว้า) หรือว้าแดง แจ้งว่าบ้านฮุงติดกับ จ.เมืองสาด มีกลุ่มทุนจีนเข้าไปลงทุนทำเหมืองแร่ต่างๆ โดยเฉพาะทองคำกว่า 23 บริษัท
สิ่งที่น่ากลัวคือ เมื่อนำภาพถ่ายดาวเทียมเหมืองแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) ในรัฐคะฉิ่น มาเปรียบเทียบเหมือง จ.เมืองสาด พบมีลักษณะเหมือนกันคือ บริเวณขุดเจาะมีการทำบ่อน้ำวงกลมตั้งเรียงกันเป็นวงหลายชั้น ซึ่งที่รัฐคะฉิ่นใช้วิธีการละลายแร่โดยใช้สารเคมีส่งผ่านท่อเพื่อละลายแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) จากนั้นจึงสูบขึ้นมาผ่านท่อไปยังบ่อน้ำดังกล่า วเพื่อเติมสารเคมีสกัดแร่หายาก (แรร์เอิร์ธ) อีกชั้นหนึ่งซึ่งวิธีการนี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรัฐคะฉิ่นอย่างรุนแรง
ขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบ และรายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก เมื่อ 4 เม.ย.2569 พบตัวอย่างน้ำในพื้นที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ที่ห่างจากประเทศเมียนมาเพียงประมาณ 500 เมตร มีสารหนูปนเปื้อนสูงถึง 0.026 มิลลิกรัมต่อลิตร เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีการตรวจพบปริมาณการปนเปื้อนทั้งในน้ำและดินตะกอน ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
กระทั่งรัฐบาลไทยได้ตั้งคณะกรรมการตรวจคุณภาพน้ำไทย-เมียนมา มีการเจรจากับรัฐบาลเมียนมาเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2568 และมีการมอบหมายให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) กรมควบคุมมลพิษ ตรวบสอบตั้งแต่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ไปจนถึง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย จำนวน 15 จุด และแม่น้ำสายจำนวน 3 แห่ง
ล่าสุดมีการลงนาม "ขอบเขตอำนาจหน้าที่" หรือ TOR ในการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมาในโอกาสที่ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 6-7 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา เนื้อหาของ TOR คือการร่วมกันตรวจสอบคุณภาพน้ำและจัดทำแผนแก้ไขปัญหาภายในกรอบระยะเวลา 3 ปี
อย่างไรก็ตามในมุมมองของภาควิชาการ องค์กรเอกชน และภาคประชาชน เห็นว่า TOR ดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมการเข้าไปจัดการหรือควบคุมการทำเหมืองแร่ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นเหตุของสารโลหะหนักที่ถูกปล่อยลงสู่แม่น้ำสายต่างๆ จึงเรียกร้องให้มีการทบทวน TOR


