อุดรธานี - “ยศชนัน” นำทีมลงพื้นที่ รพ.อุดรธานี ติดตามนวัตกรรมการแพทย์ฝีมือคนไทย 5 รายการ ตั้งแต่วัคซีนไอกรน AI อ่านเอกซเรย์ กะโหลกเทียม 3 มิติ ถุงทวารเทียมจากยางพารา และรากฟันเทียม ชูโมเดล “วิจัย-นวัตกรรม-ใช้จริง-สร้างผลกระทบ” เชื่อมระบบบัตรทอง สร้างตลาดรัฐ ลดนำเข้า-เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ่ายวันนี้ (15 ส.ค.) ณ โรงพยาบาลอุดรธานี คณะผู้บริหารระดับสูง นำโดย ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), นายวัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุรจิต ศรีจงขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ตลอดจนคณะผู้บริหารจาก สปสช., กสพ., สคว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังผลการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 8
ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านธุรกิจและการลงทุน สถาบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (สทนว.) เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้ว่า ความสำเร็จของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศไทยในยุคนี้ จะวัดเพียงแค่จำนวนงานวิจัย บทความวิชาการ หรือจำนวนชิ้นงานต้นแบบที่ทำสำเร็จอยู่ในห้องทดลองไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องวัดจากคำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ “นวัตกรรมเหล่านั้นถูกนำไปใช้จริง และสร้างคุณค่าให้ประเทศชาติและประชาชนได้มากน้อยเพียงใด”
“สทนว. ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ ๆ เท่านั้น แต่เราให้ความสำคัญกับการพาเทคโนโลยีให้ก้าวข้ามจาก ‘ห้องปฏิบัติการ’ ไปสู่ระบบบริการสุขภาพจริง โดยเฉพาะด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่มีข้อจำกัดสูง ทั้งเรื่องมาตรฐาน ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ” ภก.ปรีชา กล่าว
ภก.ปรีชา กล่าวต่อว่า การจะนำนวัตกรรมไทยลงสู่สนามจริง ไม่ใช่แค่พัฒนาสำเร็จแล้วจบ แต่ต้องตอบโจทย์เรื่องมาตรฐาน การรับรอง ความคุ้มค่า ระบบจัดซื้อจัดจ้าง และความยั่งยืนทางธุรกิจ ดังนั้น สทนว. จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ทั้งนักวิจัย ผู้ประกอบการ โรงพยาบาล ภาครัฐ และแหล่งทุนเข้าด้วยกัน
ที่สำคัญคือการผลักดัน “ตลาดภาครัฐ” ให้เป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่น โดยเมื่อโรงพยาบาลรัฐนำนวัตกรรมฝีมือคนไทยไปใช้งานจริง จะทำให้เกิดข้อมูลเชิงประจักษ์จากการใช้งานจริง (Real-World Evidence) ซึ่งจะเป็นหลักฐานยืนยันคุณภาพให้ผู้ประกอบการไทย นำไปต่อยอดขยายผลสู่ตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่าเป็นกลไกสำคัญ เพราะหากนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและความคุ้มค่าสามารถเข้าไปอยู่ในระบบบัตรทอง หรือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ ประโยชน์จะไม่หยุดอยู่แค่ผู้ป่วยคนใดคนหนึ่ง หรือโรงพยาบาลใดโรงพยาบาลหนึ่ง แต่จะกระจายครอบคลุมประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
สำหรับการลงพื้นที่ ณ โรงพยาบาลอุดรธานี และเขตสุขภาพที่ 8 ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการพิสูจน์ว่า นวัตกรรมทางการแพทย์ของคนไทยสามารถแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยได้จริงตามบริบทและโจทย์ของพื้นที่ พร้อมนำบทเรียนและข้อมูลไปขยายผลต่อยอดยังโรงพยาบาลอื่น ๆ ทั่วประเทศ
“เราอยากเห็นวงจรการทำงานที่เริ่มจาก Research ไปสู่ Innovation จาก Innovation ไปสู่ Adoption และจบที่ Impact งานวิจัยต้องกลายเป็นนวัตกรรม ถูกนำไปใช้จริงในระบบสาธารณสุข และท้ายที่สุดต้องส่งผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ” ภก.ปรีชา กล่าวทิ้งท้าย
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมว่า แนวทางการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์เข้าสู่ระบบบัตรทองครั้งนี้ ถือเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยปรับบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขจากเดิมที่เป็นเพียงผู้ใช้นวัตกรรม ให้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการกำหนดความต้องการ เพื่อให้การวิจัยและพัฒนาตอบโจทย์การใช้งานจริงของบุคลากรทางการแพทย์
ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้สนับสนุนทั้งด้านบุคลากรวิจัยและแหล่งทุนผ่านหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ควบคู่กับการเชื่อมโยงภาคเอกชนและนักลงทุน เพื่อผลักดันนวัตกรรมจากห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตและการใช้งานเชิงพาณิชย์
ปัจจุบัน โรงพยาบาลอุดรธานีได้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ที่พัฒนาโดยคนไทยจำนวน 5 รายการมาใช้จริง และได้รับการยอมรับจาก สปสช. ได้แก่ วัคซีนไอกรน ระบบปัญญาประดิษฐ์ช่วยวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอก กะโหลกเทียมไทเทเนียมที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ ถุงทวารเทียมจากยางพารา และนวัตกรรมรากฟันเทียม
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นวัตกรรมทางการแพทย์ถือเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่สามารถสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศ ทั้งยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเครื่องมือทางการแพทย์จากต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของไทยในอนาคต
“หัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงความต้องการของแพทย์ผู้ปฏิบัติงานเข้ากับผู้ผลิต หากสามารถขยายรูปแบบนี้ไปทั่วประเทศได้ ไทยจะก้าวสู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม โดยใช้ภาคเกษตรเป็นต้นน้ำ และอุตสาหกรรมการแพทย์เป็นปลายน้ำ” ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าว
นอกจากนี้ การลงพื้นที่ครั้งดังกล่าวยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ โดยคณะทำงานมีกำหนดลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนโครงการด้านเกษตรมูลค่าสูงในจังหวัดหนองบัวลำภูเป็นลำดับต่อไป


