xs
xsm
sm
md
lg

"มรดกพิษใต้ความเจริญ" ชำแหละ 9 ปีพัฒนา EEC เตือน “เมืองหลังบ้าน” รับกากอุตสาหกรรมล้นระบบ ชี้เสี่ยงกระทบสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"มรดกพิษใต้ความเจริญ"

ศูนย์ข่าวศรีราชา - เปิดบทวิเคราะห์การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วงปี 2560–2569 ในมิติสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เตือนการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมมาพร้อมปริมาณกากอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาล ขณะที่ศักยภาพการบำบัดและกำจัดในพื้นที่ EEC ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมออกสู่พื้นที่รอบนอก โดยเฉพาะ จ.ปราจีนบุรี พร้อมตั้งคำถามถึงการบังคับใช้กฎหมายและความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อาหารและสุขภาพประชาชน

ดร.สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากกลุ่ม EEC Watch เปิดเผยบทวิเคราะห์ “ถอดบทเรียนนโยบายการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระหว่างปี พ.ศ. 2560–2569” ในประเด็นมิติสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยระบุว่า การหลั่งไหลของการลงทุนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ไม่เพียงนำมาซึ่งการใช้ทรัพยากร แต่ยังทำให้เกิดกากอุตสาหกรรมและของเสียเพิ่มขึ้นตามมา

แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) หากขาดระบบกำกับดูแลที่รัดกุม อาจเปิดช่องให้เกิดการนำเข้าขยะและกากอุตสาหกรรมจากต่างประเทศเข้ามาคัดแยก รีไซเคิล หรือกำจัดในประเทศไทย ซึ่ง EEC และพื้นที่โดยรอบอาจกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่รองรับของเสียเหล่านี้


ปราจีนบุรี “เมืองหลังบ้าน EEC”

ข้อมูลจากระบบสมดุลมวลสาร ระบุว่า พื้นที่ 3 จังหวัด EEC มีปริมาณกากอุตสาหกรรมเกิดขึ้นจริงกว่า 6.03 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นกากอุตสาหกรรมอันตรายประมาณ 1.57 ล้านตัน และกากอุตสาหกรรมไม่อันตรายประมาณ 4.45 ล้านตัน ขณะที่โรงงานรับกำจัดและบำบัดกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC มีขีดความสามารถรองรับประมาณ 2.76 ล้านตันต่อปี

EEC Watch มองว่า ช่องว่างระหว่างปริมาณกากอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นกับศักยภาพการรองรับกว่า 3.26 ล้านตันต่อปี เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กากอุตสาหกรรมถูกเคลื่อนย้ายออกไปยังพื้นที่รอบนอก โดยเฉพาะ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ และ อ.กบินทร์บุรี ถูกระบุว่าเป็นพื้นที่รองรับกากอุตสาหกรรมจำนวนมาก จนถูกเรียกว่า “เมืองหลังบ้านของ EEC”

อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกต คือผลจากคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการผังเมืองสำหรับกิจการโรงงานบางประเภท เช่น โรงงานพลังงานจากขยะ โรงงานจัดการกากอุตสาหกรรม โรงงานคัดแยก ฝังกลบ และรีไซเคิลกากอุตสาหกรรม การผ่อนคลายข้อจำกัดด้านผังเมืองอาจนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากช่องว่างทางกฎหมาย ทำให้โรงงานจัดการของเสียสามารถเข้าไปตั้งอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชุมชนหรือพื้นที่เกษตรกรรมได้ และจำเป็นต้องมีระบบกำกับติดตามที่รัดกุมเพื่อป้องกันผลกระทบในระยะยาว


จับตาขยะข้ามชาติ-ทุนสีเทา

ดร. สมนึก ยังบอกอีกว่า สถานการณ์ดังกล่าวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดขยะโลก หลังจีนประกาศยุติการนำเข้าขยะรีไซเคิลจากต่างประเทศในช่วงปี 2561 โดย EEC Watch ตั้งข้อสังเกตว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ธุรกิจคัดแยกและรีไซเคิลขยะข้ามชาติบางส่วนย้ายฐานมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงรูปแบบการประกอบกิจการที่ใช้ใบอนุญาตโรงงานรีไซเคิลเป็นฉากหน้า ขณะที่กระบวนการคัดแยกหรือหลอมขยะอิเล็กทรอนิกส์อาจก่อให้เกิดกากสารพิษที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ และหากกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่การปนเปื้อนในดิน แหล่งน้ำ และพื้นที่เกษตรกรรม

ยกตัวอย่างปัญหาที่เคยเกิดขึ้นใน จ.ปราจีนบุรี ทั้งเหตุเพลิงไหม้พื้นที่ฝังกลบขยะ การตรวจพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ และกรณีซีเซียม-137 สูญหายจากโรงไฟฟ้าในพื้นที่เมื่อปี 2566 ซึ่งต่อมามีการตรวจพบวัสดุที่เกี่ยวข้องในโรงหลอมเหล็ก โดยประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยและภาพลักษณ์สินค้าเกษตรในพื้นที่