จันทบุรี - “พิพัฒน์” รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ลงพื้นที่จันทบุรี ติดตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แก้ปัญหาจราจรเมืองจันท์ ดันสะพานข้ามท่าแฉลบ-ปากแม่น้ำจันทบุรี เชื่อมโครงข่ายชายฝั่ง หวังลดระยะทางจากตัวเมืองสู่แหล่งท่องเที่ยวเหลือ 11 กม. พร้อมชงศึกษารถไฟทางคู่ระยอง-จันทบุรี-ตราด เพิ่มทางเลือกขนส่งผลไม้ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ รองรับการท่องเที่ยวและการค้า
วันนี้ (10 ส.ค.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยมุ่งแก้ไขปัญหาการจราจร เพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ และรองรับการขนส่งผลไม้ ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของจังหวัด รวมถึงการท่องเที่ยว
โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและร่วมรับฟังการบรรยายสรุป ณ ห้องประชุมจันทบูร ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี
นายพิพัฒน์และคณะได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการสำคัญ โดยจุดแรกคือ โครงการสะพานข้ามท่าแฉลบและปากแม่น้ำจันทบุรี ซึ่งจะเชื่อมต่อกับโครงข่ายถนนเฉลิมบูรพาชลทิต อ.แหลมสิงห์ ปัจจุบันบางส่วนอยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการสำรวจออกแบบรายละเอียด
ส่วน โครงการสะพานข้ามแม่น้ำจันทบุรีในเขต อ.เมืองจันทบุรี ขณะนี้การสำรวจ ออกแบบ และประมาณราคาแล้วเสร็จ เตรียมเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณก่อสร้างในปี 2571
หากโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยย่นระยะทางการเดินทางจากตัวเมืองจันทบุรีไปยังพื้นที่ชายฝั่ง จากเดิมประมาณ 40 กิโลเมตร เหลือเพียงราว 11 กิโลเมตร พร้อมเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด ทั้งหาดเจ้าหลาว หาดคุ้งวิมาน และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยลดความแออัดของการจราจรในเขตเมือง และเพิ่มโอกาสด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว
จากนั้นคณะได้ลงพื้นที่ติดตาม โครงการทางแยกต่างระดับบริเวณแยกแสลง บนทางหลวงหมายเลข 3 ถนนสุขุมวิท ซึ่งมีแนวทางก่อสร้างสะพานขนาด 4 ช่องจราจร ความกว้างรวม 24.60 เมตร ความยาว 370 เมตร และออกแบบรองรับการขยายเป็น 6 ช่องจราจรในอนาคต เพื่อแก้ปัญหาการจราจรบริเวณจุดตัดสำคัญ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จันทบุรีมีปัญหาการจราจร โดยเฉพาะเส้นทางเข้าสู่ตัวเมืองที่ต้องผ่านสัญญาณไฟจราจรหลายจุด จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องวางระบบโลจิสติกส์ให้รองรับภาคการเกษตร โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และลำไย ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญที่มีตลาดส่งออก โดยเฉพาะประเทศจีน
นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการศึกษาโครงการ รถไฟทางคู่เชื่อมระยอง-จันทบุรี-ตราด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าเกษตร ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง รวมทั้งรองรับการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออก
การพัฒนาโครงข่ายดังกล่าวจึงไม่ได้มุ่งเพียงแก้ปัญหารถติดในตัวเมืองจันทบุรี แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยง “การเกษตร-การค้า-การท่องเที่ยว” ให้สามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดในอนาคต


