จันทบุรี – “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่จันทบุรี รับฟังปัญหาชาวบ้าน เร่งแก้ 4 ปัญหาหลัก ทั้งที่ดินทำกิน-ที่อยู่อาศัย น้ำ ภาระค่าใช้จ่ายจากมิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราว และปัญหาช้างป่าบุกรุก พร้อมยกระดับเทคโนโลยี AI เตือนภัย ติดตั้งกล้องตรวจจับ 30 จุดในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ตั้งเป้าลดความสูญเสียและสร้างสมดุล “คนอยู่ได้ ช้างอยู่ได้ และป่าอยู่รอด”
วันนี้ (9 ส.ค.) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ต.ทรายขาว อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า พร้อมมอบถุงยังชีพจำนวน 10 ชุด ให้แก่เจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า
จากนั้นรับฟังรายงานความคืบหน้าการใช้ระบบเฝ้าระวังช้างป่าในพื้นที่ โดยปัจจุบัน อ.สอยดาว และ อ.โป่งน้ำร้อน มีการจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานฯ และเครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่ารวม 19 เครือข่าย เพื่อช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ช้างป่ายังคงมีความรุนแรงและซับซ้อน และเคยเกิดเหตุจนมีประชาชนเสียชีวิต กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการกลางด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อการแจ้งเตือนภัยชุมชน และติดตั้งกล้องตรวจจับจำนวน 30 จุด ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว
นอกจากนี้ยังนำระบบ ATAK (Android Tactical Assault Kit) มาใช้ในการวางแผนลาดตระเวนและสื่อสารแบบเรียลไทม์ ขณะที่ประชาชนสามารถใช้งานแอปพลิเคชัน WISE AI Center เพื่อตั้งค่ารับการแจ้งเตือนล่วงหน้า เมื่อระบบตรวจพบช้างป่าเดินผ่านเซ็นเซอร์เข้ามาในรัศมีที่กำหนด เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเตรียมตัวและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
จี้แก้ 4 ปัญหาหลัก ชาวบ้านต้องมีน้ำ-ที่ทำกิน-ความปลอดภัย
ต่อมา นายสุชาติเดินทางไปยังโรงเรียนสอยดาววิทยา เพื่อพบปะและรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นตัวแทนสะท้อนปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ยังติดขัด รวมถึงปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกับกรมป่าไม้
ทางจังหวัดต้องการให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เร่งพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อน เพื่อให้โครงการพัฒนาและการช่วยเหลือประชาชนสามารถเดินหน้าได้โดยเร็ว
ขณะเดียวกัน ประชาชนยังเสนอแนวทางแก้ปัญหาช้างป่า ทั้งการสร้างแหล่งน้ำและแหล่งอาหารในพื้นที่ป่า การจัดทำแนวรั้วป้องกันช้างเข้าชุมชน การดูแลสวัสดิการเจ้าหน้าที่ชุดผลักดันช้าง รวมถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า ทั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิต ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
นายสุชาติกล่าวว่า กระทรวงฯ จะเร่งบูรณาการแก้ไขปัญหา โดยยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นศูนย์กลาง และให้ความสำคัญกับปัญหาหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1. ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในพื้นที่อุทยานฯ 2. ปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำ 3. ปัญหาภาระค่าใช้จ่ายจากมิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราว และ 4. ปัญหาช้างป่าบุกรุกชุมชน
“การแก้ปัญหาต้องมองถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ประชาชนต้องมีน้ำ มีที่ทำกิน และมีความปลอดภัย ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน”
นายสุชาติกล่าวย้ำว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าต้องหาจุดสมดุลให้ได้ โดยทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรม
“เราต้องหาจุดสมดุลให้ได้ คนอยู่ได้ ช้างอยู่ได้ และป่าอยู่รอด กระทรวงฯ พร้อมทำงานร่วมกับประชาชน ชุมชน ท้องถิ่น และทุกหน่วยงาน เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลจริง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเดินหน้าไปพร้อมกับการรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืน”


