จันทบุรี – “สุชาติ ” รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่จันทบุรีติดตามสถานการณืน้ำ เปิดใจกรณีโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ต้องยึดกฎหมายและกระบวนการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ชี้จันทบุรีมีความจำเป็นด้านน้ำสูง ยืนยันพิจารณาผลกระทบต่อป่า สัตว์ป่าและประชาชน
วันนี้( 8 ส.ค.) นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำและแนวทางเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับประชาชน โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งเป็นเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด พร้อมติดตามการวางระบบท่อส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่สวน และการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อเสริมในช่วงที่น้ำผิวดินมีข้อจำกัด
นายสุชาติ กล่าวว่า จันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีความต้องการใช้น้ำสูง เนื่องจากประชาชนจำนวนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลผลิต การส่งออก รายได้ และการดำรงชีวิตของประชาชน
ในช่วงฤดูฝนมีน้ำจำนวนมากไหลลงสู่ทะเล หากสามารถบริหารจัดการและกักเก็บน้ำส่วนหนึ่งไว้เป็นน้ำต้นทุน ก็จะสามารถนำกลับมาใช้ในช่วงฤดูแล้ง ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนน้ำให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบยังมีส่วนช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำหลากและน้ำท่วมได้ด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล เพื่อใช้เสริมในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านน้ำผิวดิน โดยอาจนำระบบกรองและระบบ RO มาใช้เพื่อผลิตน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชน
ย้ำ “คลองวังโตนด” ต้องมองประโยชน์-ผลกระทบรอบด้าน
ส่วนกรณี โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ซึ่งมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน นายสุชาติกล่าวว่า การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ย่อมมีทั้งประโยชน์และผลกระทบ หรือเป็น “เหรียญสองด้าน” จึงจำเป็นต้องนำข้อมูลทั้งสองด้านมาพิจารณาประกอบกัน โดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อประชาชน
นายสุชาติ ยังกล่าวถึงข้อกังวลว่า การพัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกอาจมีเป้าหมายเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นหลักว่า ไม่ควรมองเพียงด้านเดียว เนื่องจากจันทบุรีเองมีความต้องการใช้น้ำเพื่อภาคการเกษตรในระดับสูง โดยเฉพาะสวนผลไม้ที่ต้องใช้น้ำอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้ง
“จันทบุรี น้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ เพราะประชาชนจำนวนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรม หากเกษตรกรไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับดูแลสวน ย่อมกระทบต่อผลผลิต การส่งออก รายได้ และการดำรงชีวิตของครอบครัว” นายสุชาติกล่าว
ย้ำดูแลทั้งคน-ป่า-สัตว์ป่า
สำหรับข้อกังวลเรื่องพื้นที่ป่าและผลกระทบต่อสัตว์ป่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โครงการต้องผ่านกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องประเมินและวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงกรมป่าไม้
ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม โดยยกตัวอย่างประชาชนในพื้นที่ ต.เขาแก้ว ที่บางส่วนอาจต้องเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งภาครัฐมีหน้าที่ดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่สัตว์ป่าก็ต้องได้รับการดูแลเช่นเดียวกัน ทั้งในเรื่องพื้นที่อยู่อาศัย แหล่งน้ำ และแหล่งอาหาร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบตามมา
นายสุชาติยังฝากถึงประชาชนและสื่อมวลชนว่า การนำเสนอข้อมูลควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและมองให้รอบด้าน เพราะการพูดคุยด้วยข้อมูลและเหตุผลไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิด
พร้อมย้ำว่า โครงการพัฒนาสำคัญในแต่ละพื้นที่อาจมีความคิดเห็นแตกต่างกัน เนื่องจากภูมิประเทศ วิถีชีวิต และความต้องการของประชาชนแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทุกขั้นตอนต้องดำเนินการภายใต้กฎหมาย
“กฎหมายคือกฎหมาย ถ้าผ่าน EHIA มาแล้ว ขั้นตอนต่อไปกรมชลประทานก็ต้องดำเนินการเรื่องงบประมาณและเรื่องพื้นที่ ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ต้องให้ความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องและสำคัญ” นายสุชาติกล่าว


