ศูนย์ข่าวศรีราชา - นักวิชาการสิ่งแวดล้อมเปิดมุมต่าง “สหรัฐฯ แอนตี้ แต่ไทยเวลคัม” ดาต้าเซ็นเตอร์ หลังบิ๊กเทคโนโลยีแห่ลงทุนไทย หวังดันเป็น AI Hub อาเซียน เตือน EEC โดยเฉพาะชลบุรี-ระยอง ต้องจับตาความต้องการใช้น้ำและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น หวั่นกระทบภาคเกษตร-ชุมชน จี้รัฐกำหนดโซนนิ่งและมาตรการสิ่งแวดล้อมให้ชัดก่อนลงทุนทะลัก
กระแสการลงทุน “ดาต้าเซ็นเตอร์” ในประเทศไทยกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีจังหวัดชลบุรีและระยองเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญ ขณะที่ ดร.สนธิ คชวัฒน์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ตั้งคำถามถึงความแตกต่างระหว่างสหรัฐอเมริกาที่เริ่มมีกระแสต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายพื้นที่ กับประเทศไทยที่กำลังเปิดรับการลงทุน พร้อมเตือนผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำ พลังงาน และชุมชนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ดร.สนธิ ระบุว่า กระแสต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลเรื่องการใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะ ไฟฟ้าและน้ำ เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ทำให้ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้พลังงานในปริมาณมหาศาล ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า และมีข้อกังวลว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจสะท้อนกลับไปยังค่าไฟของประชาชน
ขณะเดียวกัน ระบบระบายความร้อนของดาต้าเซ็นเตอร์บางรูปแบบต้องใช้น้ำในปริมาณมาก จึงเกิดความกังวลเรื่องการแข่งขันใช้น้ำกับภาคประชาชนและภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ที่มีทรัพยากรน้ำจำกัด นอกจากนี้ยังมีข้อร้องเรียนเรื่องเสียงจากระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ รวมถึงผลกระทบต่อภูมิทัศน์และการใช้ประโยชน์ที่ดินจากการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่รอบชุมชนไปเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่
อีกประเด็นคือการจ้างงาน โดยแม้โครงการจะสร้างงานจำนวนมากในช่วงก่อสร้าง แต่เมื่อเปิดดำเนินการแล้ว ดาต้าเซ็นเตอร์มีการใช้ระบบอัตโนมัติสูง ทำให้จำนวนพนักงานประจำมีไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดของโครงการ จึงเกิดคำถามว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับชุมชนจะมีความคุ้มค่ากับสิทธิประโยชน์ที่ภาครัฐมอบให้มากน้อยเพียงใด
ไทยเปิดรับ หวังขึ้นแท่น AI Hub อาเซียน
สำหรับประเทศไทยกลับมีทิศทางตรงกันข้าม โดยภาครัฐเดินหน้าเปิดรับการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็น AI Hub ของภูมิภาคอาเซียน พร้อมใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการอำนวยความสะดวกด้านการอนุมัติโครงการ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบโทรคมนาคม และระบบไฟฟ้า ขณะที่รัฐบาลมองว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ และเป็นโอกาสในการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมูลค่าสูงเข้ามาเสริมฐานเศรษฐกิจไทย
แต่ในมุมสิ่งแวดล้อม ดร.สนธิ มองว่าการเร่งดึงดูดการลงทุนต้องเดินควบคู่กับการประเมิน “ขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่” โดยเฉพาะ EEC ซึ่งปัจจุบันมีทั้งโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และชุมชนที่ต้องใช้ทรัพยากรร่วมกัน
ชลบุรี-ระยอง จับตาศึกแย่งน้ำ
สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ “น้ำ” เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ต้องมีระบบระบายความร้อนตลอด 24 ชั่วโมง และหากมีโครงการเกิดขึ้นพร้อมกันจำนวนมาก ความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
พื้นที่ชลบุรีและระยองถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้น้ำสูงอยู่แล้ว ทั้งจากภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการอุปโภคบริโภคของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง
ดังนั้น หากไม่มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจน การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากอาจเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำ และนำไปสู่คำถามสำคัญว่า “น้ำจะเพียงพอสำหรับทุกภาคส่วนหรือไม่”
นอกจากน้ำแล้ว ยังต้องจับตา การใช้ไฟฟ้า เนื่องจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องทำงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง หากมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ก็จะเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งอาจทำให้ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มเติม และต้องบริหารต้นทุนระบบไฟฟ้าอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ภาระตกกับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
จี้รัฐวางโซนนิ่ง-ประเมินผลกระทบให้รัดกุม
ดร.สนธิ ยังเสนอให้ภาครัฐเร่งทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีการใช้ทรัพยากรน้ำและพลังงานในระดับสูง พร้อมพิจารณาจัดทำ “โซนนิ่งดาต้าเซ็นเตอร์” ให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่
การอนุมัติโครงการจึงไม่ควรพิจารณาเพียงมูลค่าการลงทุนหรือเม็ดเงินที่จะเข้าประเทศ แต่ควรประเมินความสามารถในการรองรับของระบบน้ำ ไฟฟ้า การจัดการน้ำทิ้ง ความร้อน เสียง ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ที่กำลังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัล หากสามารถวางกติกาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ก็จะช่วยให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะเดียวกันสามารถรักษาสมดุลระหว่าง “การลงทุน-สิ่งแวดล้อม-คุณภาพชีวิตประชาชน” ไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในระยะยาว.


